อบรม Coaching

0

บทความโดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ในปัจจุบัน การโค้ช (Coaching) เป็นทักษะที่ผู้บริหารและผู้นำของทีมจำเป็นต้องใช้อยู่เสมอ เพื่อพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเตรียมความพร้อมให้ทีมงานในการปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จ โดยผู้ใต้บังคับบัญชาได้มีส่วนร่วมและได้ใช้ศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด  เมื่อลงมือโค้ชแล้ว เราจึงอยากให้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิผล อย่างไรก็ตาม การโค้ชก็มีหลุมพรางที่หากโค้ชพลาดไป ก็จะทำให้เกิดอุปสรรคในการโค้ช และทำให้ผลลัพธ์ล่าช้าออกไป หลุมพรางสิบข้อมีอะไรบ้าง

อบรม Coaching โดย AcComm Group

1. ถามเองตอบเอง การโค้ชใช้คำถามเพื่อให้เกิดความชัดเจน เป็นความสนใจและใส่ใจในความคิดและความรู้สึกของโค้ชชี่ และสร้างการมีส่วนร่วม รวมถึงเปิดโอกาสให้โค้ชชี่ได้ใช้ความคิด หลายครั้งเมื่อโค้ชถามคำถามแล้วโค้ชชี่เงียบ จึงมักทำให้โค้ชอึดอัด ก็เลยตอบคำถามเอง ถ้าโชคดี ก็อาจจะตอบไปแล้วตรงใจโค้ชชี่ แต่ถ้าไม่ตรง ก็จะเสียโอกาสในการเข้าถึงความเป็นจริง หรือทำให้ทิศทางการคุยผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่โค้ชชี่อยากได้รับการโค้ช

2. รวบรัดตัดตอน เมื่อโค้ชชี่ตอบคำถามสั้นๆ หรือยังใช้ความคิดในการเรียบเรียงสิ่งที่จะพูดอยู่ จึงยังไม่ได้กล่าวออกมาทั้งหมด หากโค้ชด่วนสรุปไปก่อนตามที่โค้ชคิดว่าควรจะเป็น หรือจากประสบการณ์ของตนเอง อาจทำให้กระทบความไว้วางใจต่อกัน และไปขัดกระบวนการคิดของโค้ชชี่ได้

3. คิดว่าจะถามอะไรต่อไปดี ระหว่างที่รับฟัง เมื่อโค้ชกังวลว่าจะถามอย่างไรให้คืบหน้า หรือถามอย่างไรให้ดูดี ก็จะไปกระทบการฟังที่ครบถ้วนอย่างแท้จริง ระหว่างที่รับฟังโค้ชจึงไม่ควรคิดคำถามไปด้วย เมื่อโค้ชชี่พูดจบ และโค้ชหยุดใช้ความคิด ก่อนที่จะถาม ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะโค้ชชี่เองก็ต้องการเวลาในการลำดับความคิด หรือเชื่อมโยงสิ่งที่ตนเองได้พูดออกไปเช่นกัน

4. ถามตามสคริปต์ การฝึกปฏิบัติการโค้ชส่วนใหญ่ มักจะมีขั้นตอนหรือตัวอย่างการโค้ชให้ผู้เข้าอบรมได้เห็นภาพ และลดความกังวลในการฝึกครั้งแรกๆ อย่างไรก็ตาม ในการสนทนากับโค้ชชี่ในชีวิตจริง การติดสคริปต์มากไป จะทำให้โค้ชชี่รู้สึกแปลกๆ และเริ่มสงสัยเจตนาของโค้ชได้

อบรม Coaching โดย AcComm Group

5. ถามไม่หยุดหย่อน โค้ชไม่จำเป็นต้องยิงคำถามตลอดการสนทนา ในบางครั้ง การถามเพียงแค่สามสี่คำถามที่มีประโยชน์ก็เพียงพอแล้ว หากโดยธรรมชาติโค้ชเป็นคนที่สนทนาด้วยอัธยาศัยที่ดีและน่ารักอยู่แล้ว ก็สลับกับการสนทนาให้เป็นไปแบบธรรมชาติได้

6. ให้คำแนะนำมากไป การเสนอความคิดเห็นหรือทางออกไม่ใช่เป็นสิ่งที่โค้ชทำไม่ได้ เมื่อทั้งคู่เห็นตรงกันว่า ข้อมูลและตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง หรือทางเลือกต่างๆจากมุมมองของโค้ช เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ และมาถึงจุดของการสนทนาที่โค้ชชี่อยากได้ความคิดเห็นจากโค้ชบ้าง อย่างไรก็ตาม โค้ชไม่ควรพูดนานจนเกินไป โดยไม่ได้ถามโค้ชชี่ว่า สิ่งที่ยกตัวอย่างนั้นมีประโยชน์หรือเป็นการช่วยเขาหรือไม่

7. ไม่มีแผนการปฏิบัติที่ชัดเจน ถึงแม้การสนทนาออกมาดีมาก โค้ชชี่ให้ความร่วมมือตลอด แต่ไม่มีข้อตกลงที่จะปฏิบัติอย่างชัดเจน โค้ชชี่อาจละเลยที่จะเปลี่ยนแปลงตามที่คุยกัน หรือโค้ชเอง มีลูกน้องหลายคน ก็อาจจะลืมว่าตกลงอะไรกันไว้

8. ลังเลที่จะ Feedback ตรงๆ ในกรณีที่โค้ชชี่มีความคิดเห็นที่ไม่สร้างสรรค์ต่อเป้าหมายของตนเอง และโค้ชเกรงใจ ไม่พูดในสิ่งที่ควรจะพูด อาจทำให้โค้ชชี่เข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่เกิดผลดีต่อการพัฒนา ในกรณีที่เกรงใจจริงๆ อาจขออนุญาตก่อนว่าอยากจะให้ Feedback และถามว่าโค้ชชี่คิดอย่างไร

9. เป้าหมายไกลเกินฝัน การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และมีกรอบเวลา เป็นสิ่งที่ดี เพื่อให้ทั้งคู่บริหารเวลาของตนเองได้ด้วย แต่เป้าหมายที่เยอะเกินไป หรือต้องรออีกนานกว่าจะวัดความสำเร็จได้ จะทำให้โค้ชชี่ขาดแรงจูงใจระหว่างทาง เป้าหมายในการโค้ชจึงควรมีทั้งแบบชัยชนะระยะสั้น และแบบในระยะยาว

10. ไม่กำหนดการติดตามผล การเรียนรู้ของโค้ชชี่ไม่ได้อยู่ระหว่างการคุยกับโค้ชเสมอไป หลายครั้งที่การเรียนรู้เกิดขึ้นจากการลงมือปฏิบัติ และการมาทบทวนโดยพูดคุยกัน หากไม่กำหนดการติดตามผล โค้ชชี่อาจมุ่งมั่นในเรื่องนั้นไม่สม่ำเสมอ ในการโค้ชจึงควรกำหนดการติดตามผล โดยให้โค้ชชี่มีส่วนร่วม หรือให้เขากำหนดด้วยตนเอง

รายละเอียดหลักสูตรการโค้ช: https://www.aclc-asia.com/leader-manager-as-coach

©Copyright – All rights reserved. ทุกข้อความ รูปภาพ วีดิทัศน์ และบทความของเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้เท่านั้น และสามารถแบ่งปันได้เพื่อการเรียนรู้เท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้เพื่อการค้าใดๆ  ไม่อนุญาตให้นำไปประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการอื่นๆ  และไม่อนุญาตให้นำไปใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์อื่นใด หรือสินค้าและบริการอื่นๆ ไม่อนุญาตให้นำไปโพสต์บนเว็บไซต์ที่มีข้อมูลหรือข้อความที่ไม่สุภาพ ห้ามนำไปดัดแปลงลอกเลียนใดๆ การฝ่าฝืนลิขสิทธิ์จะได้รับการดำเนินการตามกฎหมาย
All articles, photo, pictures, VDO and publications of this site are for reading and sharing for learning only. It is not permitted to be used for commercial purpose by unauthorized individuals or organizations. It is not permitted to be re-posted for the purpose of promoting other services and products. It is not permitted to be used, nor re-posted  to promote any other websites or any other platforms.  It is not permitted to re-posted on the website that may have impolite languages. 

*****************************

AcComm Group

Official Website: www.aclc-asia.com

 

 

 

Thailand Top Inlfuencer in Coaching – Interview by GM Magazine

0

Atchara Juicharern gave interview to GM Magazine as a Thailand Top Influencer in Coaching.

ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ ให้สัมภาษณ์ใน GM Magazine – Thailand Top Influencer 2018

Atchara Juicharern Thailand Top Influencer in CoachingAtchara Juicharern - Thailand Top Influencer in Coaching

Photo Credit: GM Magazine  (To read more)

***********************************************************************************

Official website, please click:  https://www.aclc-asia.com

พัฒนาภาวะผู้นำ

0

Official website, please click: www.aclc-asia.com

ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

บทความโดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ดร.มาแชล โกลด์สมิท (Dr. Marshall Goldsmith) ได้ระบุสมรรถนะที่สำคัญของผู้นำแห่งอนาคตที่มีประสิทธิผล หนึ่งในนั้นคือ มีความรอบรู้ถึงผลกระทบทั้งด้านบวกและลบของเทคโนโลยี  วิวัฒนาการของเทคโนโลยีส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรอบๆตัวเรา  

บริษัทการ์ทเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำนายแนวโน้มของผลกระทบจากธุรกิจดิจิตอล ที่จะเกิดขึ้นในปี 2017 และหลังจากนั้นว่า ภายในปี 2020 ผู้บริโภคกว่าร้อยล้านคน จะซื้อสินค้า ด้วยระบบ Augmented Reality (AR) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริง (Real) เข้ากับโลกเสมือน (Virtual) ซึ่งช่วยให้ภาพที่เห็นในจอภาพกลายเป็นวัตถุสามมิติ ลอยอยู่เหนือพื้นผิวจริง   นอกจากนั้น 30% ของการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ จะเป็นแบบใช้เสียง โดยไม่ต้องใช้จอและการพิมพ์ข้อมูลใส่เข้าไป ภายในปี 2020

ในด้านองค์กร เขาได้ทำนายว่า อาจมีบุคลากรถึงสามล้านคน ที่จะมีหัวหน้าสั่งการเป็นหุ่นยนต์   45% ของบริษัทที่โตเร็วที่สุดจะมีจำนวนบุคลากรน้อยกว่าจักรกลอัจฉริยะ (เครดิตข้อมูลจาก Gartner, Inc. และ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.gartner.com)

วิวัฒนาการต่างๆนี้ ส่งผลดีกับธุรกิจไม่น้อย ในขณะเดียวกัน ก็ส่งผลต่อบางอาชีพ หรือบางตำแหน่งในองค์กร ในปี 2013 มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ได้ทำการศึกษาที่น่าสนใจ เกี่ยวกับอาชีพที่มีความเสี่ยงมากและน้อย ต่อแนวโน้มที่จะทดแทนได้โดยวิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) และ จักรกลอัตโนมัติ (Automation) อาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เช่น แคชเชียร์ คนขายหน้าร้าน ผู้บริการขายอาหารหน้าร้าน  ส่วนอาชีพที่ใช้ข้อมูลความรู้ในการทำงาน เช่น นายหน้าประกัน ไปจนถึงผู้ช่วยผู้บริหาร (Executive Assistants) ก็เป็นอาชีพที่มีแนวโน้มจะถูกทดแทนได้  (ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.icfcoachingworld.com – November 2016)

อาชีพที่มีความเสี่ยงน้อย คือ พยาบาล ครู นักจิตวิทยา นักวิทยาศาสตร์ หรืออาชีพที่จำเป็นต้องใช้ทักษะด้านคน การเข้าใจคน การโน้มน้าวคน ทักษะระหว่างบุคคล ความฉลาดทางสังคม (Social Intelligence) รวมถึงทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์   

การเปลี่ยนแปลงใดๆก็แล้วแต่ หากเราปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง เราก็จะยืนหยัดได้อย่างเป็นสุข ดังที่มีคำพูดว่า ถึงแม้เราเปลี่ยนทิศทางลมไม่ได้ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนใบเรือและการเดินเรือของเราได้  

ย้อนกลับมามองด้านการบริหารคน หากเราเป็นหัวหน้าที่ใช้การสั่งงานอย่างเดียว ที่หุ่นยนต์ก็ทำได้ และขาดทักษะระหว่างบุคคล ขาดความเข้าใจในตัวลูกน้อง ตำแหน่งของเราอาจเป็นอีกหนึ่งที่เสี่ยงต่อการโดนทดแทนก็เป็นได้ น่าคิดนะคะ

***************************************

อบรมภาวะผู้นำ

0

อบรมภาวะผู้นำ  – Leadership Development 

อบรมภาวะผู้นำ

หลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นำ  ผู้บริหาร และผู้จัดการ ของเรา ได้รับการยอมรับให้บรรจุเป็นหลักสูตรประจำหรือบังคับ (Compulsory Program) โดยองค์กรชั้นนำ และองค์กรที่ได้รับรางวัลต่างๆมากมาย

รายละเอียดหลักสูตร (Click)

และข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ 02 197 4588 -9

Email. info@aclc-asia.com

http://www.aclc-asia.com

ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

วิธีการโค้ช

0

วิธีการโค้ช

สัมภาษณ์ ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ  ในรายการ Club Jobber

การโค้ช (Coaching)

 การโค้ชผู้บริหาร (Executive Coaching)

 บทความโดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

การพัฒนาผู้บริหารในรูปแบบการโค้ชกำลังเป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบที่ผู้บริหารมีโค้ชมืออาชีพเข้ามาเป็นผู้ช่วยหรือคู่คิด หรือการพัฒนาให้ผู้บริหารเป็นโค้ชในองค์กร เพื่อใช้การโค้ชเป็นหนึ่งวิธีในการบริหารจัดการทีมงานของตนเอง ปัจจุบันองค์ความรู้ด้านการโค้ชเป็นระบบ และมีการวิจัยสนับสนุน มีวารสารตีพิมพ์งานวิจัยในต่างประเทศเฉพาะด้านการโค้ชผู้บริหารระดับสูงมากกว่า 55 ฉบับ ในต่างประเทศมีสถาบันการศึกษาที่เปิดให้เรียนระดับปริญญาด้านนี้โดยเฉพาะ

hero3

การโค้ชผู้บริหาร (Executive Coaching) หมายถึง กระบวนการการพัฒนาในรูปแบบตัวต่อตัว เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้บริหาร โดยมักเป็นความสัมพันธ์แบบเป็นทางการ ระหว่างหน่วยงานที่ว่าจ้าง ซึ่งอาจเป็นฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ หรือผู้รับผิดชอบด้านศักยภาพผู้บริหาร และมีโค้ชผู้บริหาร และแน่นอนคือผู้บริหารที่ได้รับการโค้ช ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบหรือผลกระทบต่อผลงานและบรรยากาศของทีมและขององค์กร

การสำรวจจากสถาบันต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (ค.ศ. 2009) เผยว่า โค้ชผู้บริหารมักได้รับการว่าจ้างไปช่วยผู้บริหารในด้านใดบ้าง

  1. ช่วยพัฒนาความสามารถของผู้บริหารระดับต่างๆที่มีศักยภาพในการเติบโตต่อไปขององค์กร  
  2. โค้ชทำหน้าที่คล้ายๆเป็นกรรมการหรือคนกลางที่ผู้อื่นมักขอความคิดเห็น มุมมองเกี่ยวกับด้านกลยุทธ์ต่างๆ ขององค์กร
  3. โค้ชช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ตกรางบางประการของผู้บริหารที่อาจส่งผลต่อคนรอบข้างและองค์กร
  4. โค้ชช่วยเพิ่มสมรรถนะในการผลักดันและขับเคลื่อนทีมงานของผู้บริหารให้เกิดประสิทธิผล

นอกจากชื่อเสียงและการบอกต่อแล้ว คุณสมบัติของโค้ชที่องค์กรมักมองหานั้น มักพิจารณาคุณสมบัติเช่น  

หนึ่งสมรรถนะหลักของโค้ชและความเข้าใจในกระบวนการโค้ช ถ้าเราอิงจากสหพันธ์โค้ชนานาชาติ (International Coach Federation) ก็จะมีสิบเอ็ดข้อ สถาบันอื่นๆก็นิยามออกมาคล้ายกัน  โดยพื้นฐานแล้วโค้ชที่ดีเชื่อในศักยภาพของคน และเข้าใจว่ากระบวนการโค้ชเป็น การเปลี่ยนแปลงจากภายในตัวหรือแรงจูงใจของผู้ได้รับการโค้ช (inside-out)  มากกว่าจากแรงจูงใจภายนอก (outside-in) ถึงแม้บางครั้งจะพิจารณาการสนับสนุนจากสิ่งแวดล้อมบางประการ

สองคือ มีพื้นฐานจิตวิทยาบ้าง หรือเข้าใจปัจจัยที่หล่อหลอมพฤติกรรมของคน

สามเป็นผู้ที่บริหารจัดการสัมพันธภาพระหว่างบุคคลได้ดี มีทักษะการสื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์ เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์  เพราะพฤติกรรมผู้บริหารระดับสูงมักมีผลกระทบต่อภาพใหญ่ด้วย     

สี่เป็นเรื่องจริยธรรม วางตัวน่าเชื่อถือ เป็นที่ไว้วางใจและเก็บความลับได้

สำหรับโค้ชผู้บริหารระดับสูง องค์กรมักมองหาเพิ่มอีกข้อคือ โค้ชเข้าใจธุรกิจ ระบบและพลวัตรขององค์กรได้ดี มองภาพใหญ่ได้ สื่อสารกับผู้บริหารระดับสูงได้เข้าอกเข้าใจกัน

กระบวนการโค้ช เริ่มจากการพูดคุยกันก่อน เพื่อความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจกัน จากนั้นโค้ชจะสื่อสารให้เข้าใจขั้นตอนและกระบวนการ  ข้อจำกัด  ความโปร่งใส  และความหมายของการโค้ช นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความรับผิดชอบที่ผู้บริหารต้องมีคืออะไร  ประเด็นหรือเป้าหมายการพัฒนาเป็นด้านใด ตกลงกันว่าจะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ การเข้าใจให้ตรงกันตั้งแต่ต้นสำคัญต่อกระบวนการที่ตามมา หลังจากการโค้ช มักมีการประเมินผลซึ่งขึ้นอยู่กับข้อตกลงตั้งแต่ต้น ว่าจะทำอย่างไร   

ความสำเร็จในการโค้ชขึ้นอยู่กับตัวผู้บริหารเองด้วย โค้ชซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก บางท่านเช่น ดร.มาแชล โกลด์สมิท (Dr. Marshall Goldsmith) โดยปกติไม่รับค่าตัว ถ้าผู้บริหารไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากการโค้ช ดังนั้นท่านจะคุยกับผู้บริหารให้มั่นใจก่อน และประเมินว่าเป็นผู้ที่โค้ชได้หรือไม่  อีกทั้งมีความตั้งใจที่จะพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงหรือไม่  ไม่เช่นนั้นท่านก็จะแนะนำให้ติดต่อโค้ชท่านอื่นหรือใช้วิธีอื่นๆในการพัฒนาแทนนะคะ

การโค้ชผู้บริหาร โดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

 

Official website, please click:

https://www.aclc-asia.com/