Leading Change – นำการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิผล

0

 

มองหาหลักสูตรการโค้ช และหลักสูตรต่างๆ Click

Official website  www.aclc-asia.com

ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ - AcComm and Image International

บทความโดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ในยุคดิจิทัล องค์กรเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขึ้น  Ray Kurzweil ผู้อำนวยการด้านวิศวกรรม ของ Google ซึ่งเป็นทั้งนักประพันธ์ นักประดิษฐ์ และเป็น Futurist ที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง การทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่เขาทำนายไว้ ได้เกิดขึ้นจริงหลายประการ เขาได้เคยกล่าวทำนายไว้ว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เราเคยเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในอีกสองหมื่นปีข้างหน้า อาจจะมารุมกันเกิดขึ้นภายในร้อยปีข้างหน้านี้ก็เป็นได้

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เร่งเร็วยิ่งขึ้น มักมีคำถามว่าองค์กรและผู้นำจำเป็นต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง เพื่อช่วยเสริมความพร้อมให้กับองค์กรในการเปลี่ยนแปลงได้ทันกาลและมีประสิทธิภาพ

การสร้างวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กร เป็นหนึ่งในกลไกที่สำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อเพื่อความพร้อมในการเปลี่ยนแปลง ให้มีทั้งความยืดหยุ่นและศักยภาพในการก้าวไปกับการเปลี่ยนแปลงเชิงรุกได้ทั้งสามระดับ คือระดับกระบวนการในองค์กร (Process) ระดับทีม (Team) และระดับบุคคล (Individual)

ระดับกระบวนการในองค์กร ในการสร้างความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง องค์กรต้องมีกระบวนการที่อำนวยให้เกิดการสื่อสารที่รวดเร็วในทุกระดับ เพื่อเสริมความสอดคล้องในทิศทางและเป้าหมาย  กระบวนการต่างๆควรช่วยเสริมคุณสมบัติ อย่างเช่น Aware (รู้เท่าทันและตระหนัก) , Agile and flexible (ความคล่องตัวและยืดหยุ่น) , Responsive to change (ตอบรับการเปลี่ยนแปลงได้เร็ว) , Culture of transparency (วัฒนธรรมที่โปร่งใส) , Collaboration and open communication (ประสานร่วมมือและการสื่อสารที่เปิดเผย) เป็นต้น

ในระดับทีม ทุกทีมงานต้องพร้อมปรับทิศทางให้สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นทีมอาจจะไม่ส่งมอบผลงานตามความคาดหวัง

ในระดับบุคคล บุคลากรมากมายยังติดในพื้นที่ที่ตนเชื่อว่าปลอดภัย (Comfort Zone)  อีกทั้งมีบุคลากรที่พร้อมจะแสดงศักยภาพแต่ขาดโอกาส และในบางกรณีผู้บริหารและผู้จัดการเองก็ต้องการการสนับสนุนในการช่วยให้ตนเองปรับเปลี่ยนเช่นกัน ซึ่งเราอาจเรียกว่า เป็นทักษะ Leading Self เพื่อเปลี่ยนตนเองให้ได้ก่อน ก่อนจะไปนำการเปลี่ยนแปลงในทีม ผู้บริหารและผู้จัดการจำเป็นต้องเพิ่มเสริมคุณสมบัติและความสามารถเช่น

  • Thrive in change – open and flexible (ก้าวไปกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเปิดใจและยืดหยุ่น)
  • Participative and good listener (มีส่วนร่วมและเป็นผู้ฟังที่ดี)
  • Innovative and intuitive (ใช้นวัตกรรมและมีความคิดริเริ่ม)
  • Resilient (ฟื้นจากอุปสรรคได้เร็ว ล้มแล้วลุกได้เอง)
  • Developer of people and teams (เป็นนักพัฒนาคนและทีม)
  • Proactive thinking (คิดเชิงรุก)

สาเหตุหนึ่งที่วัฒนธรรมการโค้ชเกิดขึ้นได้ยาก เพราะผู้บริหารในบางองค์กรมีภาพในใจว่าการโค้ชซับซ้อน เข้าใจยาก และใช้เวลานานในการเรียนรู้

ในการสร้างสมรรถนะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและทักษะการโค้ช จึงควรใช้โมเดลที่เข้าใจง่าย มีความสอดคล้องต่อเนื่องกัน เพื่อให้ทุกระดับในองค์กรเดินตามยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็ว และต่อยอดของสื่อสารที่สร้างแรงบันดาลใจไปในทิศทางเดียวกัน นำศักยภาพของทุกคนออกมาใช้ได้อย่างสอดคล้องและเต็มที่  และสร้างการส่วนร่วมและอย่างเต็มใจในการเปลี่ยนแปลง

(C) 2017 – Copyright – All rights reserved.

*****************************************************

Official website, please click:  www.aclc-asia.com

AcComm & Image International

Contact us: +662 197 4588-9 

Email: info@aclc-asia.com 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Thailand Top Inlfuencer in Coaching – Interview by GM Magazine

0

Atchara Juicharern gave interview to GM Magazine as a Thailand Top Influencer in Coaching.

ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ ให้สัมภาษณ์ใน GM Magazine – Thailand Top Influencer 2018

Atchara Juicharern Thailand Top Influencer in CoachingAtchara Juicharern - Thailand Top Influencer in Coaching

Photo Credit: GM Magazine  (To read more)

***********************************************************************************

Official website, please click:  https://www.aclc-asia.com

เคล็ดลับความสำเร็จของคนรุ่นใหม่

0

เก้าเคล็ดลับสู่ความสำเร็จสำหรับน้องใหม่

บทความ โดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ที่ผ่านมาดิฉันมักเขียนเรื่องผู้บริหาร ครั้งนี้ขอแบ่งปันแนวคิดสำหรับบุคลากร โดยเฉพาะบุคลากรน้องใหม่ที่เข้ามาทำงานได้ไม่นาน

การทำงานในองค์กร ทุกคนย่อมหวังว่าจะได้เติบโตก้าวหน้าในตำแหน่งสูงขึ้นไป ในอดีตองค์กรมีขั้นของการเติบโตในตำแหน่งสูงขึ้นชัดเจน เช่น เลื่อนตำแหน่งทุกๆ สามปี แต่ในปัจจุบัน เวลาไม่ใช่ตัวกำหนดอีกต่อไปแล้ว แต่มักเป็นเรื่องผลงาน ทัศนคติต่องานและองค์กร ความสามารถที่ส่งเสริมและสอดคล้องกับเป้าหมายในอนาคตที่องค์กรได้วางไว้ ซึ่งตรงนี้มีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ความสำเร็จในการทำงาน จึงต้องประกอบไปด้วยการวางแผนอาชีพของตน  (Career Planning) ซึ่งองค์กรใหญ่ๆ ในปัจจุบันมักมีระบบนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม Career Planning ที่สำเร็จได้นั้น บุคลากรเองก็จำเป็นต้องมีการวางแผนการพัฒนาตนเองด้วย (Development Planning) ซึ่งดิฉันมีเคล็ดลับ 9 ข้อมาฝากดังนี้

เคล็ดลับความสำเร็จ โดย AcComm and Image International40166451-media_httpdldropboxco_xucHq.jpg

หนึ่ง อย่ารอช้าที่จะสำรวจทักษะที่ตนเองมีในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับทักษะที่จำเป็นต้องมีสำหรับความสำเร็จหรืองานในฝัน คอยติดตามข่าวสารว่าทักษะอะไรที่เป็นที่ต้องการในอนาคต ที่สำคัญอย่าลืมพัฒนาทักษะที่ไม่ว่าคุณจะทำงานไหน ตำแหน่งใดหรือไปอยู่ในธุรกิจแบบใด คุณก็มักจำเป็นต้องใช้ เช่น ทักษะการนำเสนอ การโน้มน้าว การสื่อสาร และการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เป็นต้น

สอง กล้ายกมือ อาสาสมัครร่วมงานที่อยู่นอกเหนืองานปกติบ้าง ถึงแม้งานที่ทำอยู่คุณก็ยุ่งอยู่แล้ว ลองพิจารณาว่างานที่เสนอมานั้น จะทำให้คุณได้พัฒนาความรู้และทักษะใหม่ๆ ได้ขยายมุมมองของคุณให้กว้างขึ้น ได้รู้จักหรืออยู่ในสายตาของผู้บริหารที่คุณอยากเรียนรู้จากพวกเขาหรือไม่

เคล็ดลับความสำเร็จ โดย AcComm and Image International

สาม ความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีได้หลากหลายของคุณ เป็นจุดแข็งด้านหนึ่งของคุณ อย่างไรก็ตาม ควรทำให้ผู้อื่นเห็นว่า คุณนำจุดแข็งนี้มาใช้ประโยชน์กับงานและเพื่อส่วนรวม

สี่ ประสบการณ์ที่ดี ไม่ใช่อยู่ในงานเท่านั้น อยู่ภายนอกที่ทำงานก็เรียนรู้ได้เช่น ระหว่างการท่องเที่ยว คุณได้ใช้โอกาสนี้ในการลองฝึกทักษะการเข้าสังคม เรียนรู้ผู้ที่มีวัฒนธรรมแตกต่าง หรือวัยที่แตกต่างกัน ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวการปรับตัวหรือไม่

ห้า คำนึงถึงแบรนด์หรือภาพลักษณ์ที่คุณอยากให้คนรอบๆตัว จดจำคุณไว้ เช่น คุณเลือกที่จะแต่งกายอย่างที่ตนเองชอบ ซึ่งบางท่านอาจจะชอบแนวดูเซ็กซี่  บางท่านแต่งกายให้สมาร์ท น่าไว้วางใจ    ลองพิจารณาว่าตำแหน่งที่คุณอยากจะก้าวไปนั้น ควรมีความน่าเชื่อถืออย่างไร ดั่งที่มีคำกล่าวไว้ว่า “Dress for Success”   

ในวัฒนธรรมของบริษัทที่ค่อนไปทางตะวันตก ผู้หญิงมาทำงานมักไม่ใส่เครื่องประดับแวววาวชิ้นใหญ่ และมักจะใส่เครื่องประดับเฉพาะการไปร่วมงานเลี้ยงเท่านั้น การใส่เครื่องประดับชิ้นเล็กๆ เพื่อเสริมให้การแต่งกายไม่ดูเรียบไป ถือว่าเพียงพอและดูคลาสสิค การประโคมใส่เครื่องประดับเกินงามในการทำงานไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก

leaf

หก การเติบโตในอาชีพด้วยความสำเร็จนั้น อาจไม่ได้วัดที่ตำแหน่งต้องสูงขึ้นไปเท่านั้น หลายคนอยู่ในองค์กรไม่นาน พอไม่ได้ตำแหน่งสูงขึ้นก็ลาออกไปหาที่อื่น  อาจต้องพิจารณาดีๆก่อน ถ้าการเปิดใจรับตำแหน่งในระดับเดิม หรืออาจดูเหมือนน้อยกว่าเดิม แต่เป็นงานที่ทำให้เราได้ขยายความรู้และทักษะที่แตกต่างไป ช่วยให้เรามีมุมมองที่กว้างไกลขึ้น   เทียบกับไปได้ตำแหน่งสูงขึ้น แต่ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่เลยนั้นคุ้มค่าหรือไม่  การก้าวหน้าด้วยความสำเร็จนั้น บางครั้งเหมือนการออกกำลังกายในโรงยิม ต้องเลือกเล่นอุปกรณ์ที่ช่วยอุ่นเครื่องก่อน และก็ยืดกล้ามเนื้อ แล้วจึงไปเล่นอุปกรณ์อีกหลายชนิดเพื่อสร้างความแข็งแรงครบถ้วนทุกส่วน

เจ็ด อย่ากลัวที่จะสมัครตำแหน่งที่เปิดรับใหม่ๆ โดยเฉพาะผู้หญิง มักกังวลว่าตนเองขาดความสามารถ ตั้งข้อจำกัดต่างๆ ขึ้นมา ทั้งๆ ที่ยังไม่มีข้อมูลที่เป็นจริง เช่น งานยากไป ไม่อยากรับผิดชอบ สมัครแล้วไม่ได้จะอายเขา  ทำได้ไม่เท่าคนเก่าที่ทำไว้  สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องราวที่คุณร้อยเรียงขึ้นมาเองจากมุมมองของคุณหรือไม่ การไม่ฉกฉวยโอกาสนี้จะทำให้คุณมาเสียใจภายหลังหรือไม่  หากงานนั้นเป็นงานที่คุณได้ทำแล้วจะทำให้เกิดแรงจูงใจ มีแหล่งข้อมูลความรู้ที่คุณแสวงหาได้ หรือพอจะหาโค้ชหรือพี่เลี้ยงมาช่วยได้ ก็อย่ารีรอ  ดิฉันเคยมีลูกค้าที่เป็นสตรีชาวพม่า ในขณะที่เรียนหนังสือกับดิฉัน เขาอีเมลมาถามสม่ำเสมอว่า เขาต้องเรียนอะไรเพิ่มเติม เพื่อที่จะวางแผนให้สำเร็จในอาชีพในฝันของเขา ซึ่งจะว่าไป ก็เป็นการเปลี่ยนสายอาชีพที่ร่ำเรียนมา ไปสู่อีกสายหนึ่งอย่างกล้าหาญ

20150212234307-shutter.jpeg

แปด อย่ารอช้าหรือหยุดที่จะสร้างสัมพันธภาพละเครือข่าย การที่คุณมีเครือข่ายคนรู้จัก เป็นเสบียงที่สำคัญมากอันหนึ่งระหว่างการเดินทางไปสู่ความสำเร็จในอาชีพ

การปฏิบัติต่อผู้อื่นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี  ทักทายผู้อื่นก่อน อ่อนน้อมและยิ้มแย้ม เสนอความช่วยเหลือที่ทำได้ให้เขาก่อน 

untitled.png

เก้า การวางแผนพัฒนาตนเอง ทำให้เป็นรูปธรรมได้ตั้งแต่วันนี้ อาจเริ่มด้วยการเขียนเป้าหมายออกมาก่อน เป็นเป้าหมายที่วัดได้ มีระยะเวลากำหนดไว้ เช่น ภายในห้าปีคุณจะบรรลุผลสำเร็จอะไร และเห็นตนเองในภาพแห่งความสำเร็จนั้นเป็นอย่างไร

จากนั้นก็วิเคราะห์ปัจจุบันว่าตนเองมีจุดแข็งที่เป็นทรัพยากรที่มีอยู่แล้วอะไรบ้าง จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้นได้อย่างไร  และอะไรที่ต้องวางแผนพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ลงมือทำตามแผนนั้น และพร้อมจะปรับเปลี่ยนแผนได้ตามบริบทที่เปลี่ยนไป หาอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการวางแผนให้คุณ บางคนอาจเป็นสมุดสวยๆ บางคนอาจเป็นโปสเตอร์ติดฝาผนัง หรือใช้เทคโนโลยีมาช่วย

ทั้งหมดคือเคล็ดลับเก้าข้อ ขอให้ทุกท่านก้าวไปข้างหน้า อย่างมีความสุข สนุกและสำเร็จนะคะ

AcComm & Image International

Official website: http://www.aclc-asia.com

635931355990439715-ThinkstockPhotos-502786848.jpg

Coaching

0

 

ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

บทสัมภาษณ์ ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ  ในประชาชาติธุรกิจ

http://m.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1458195393

สร้างวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กร

1

ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

บทความ โดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ  โค้ชผู้บริหารที่ได้รับการรับรองจาก ICF  ในระดับ PCC

สหพันธ์โค้ชนานาชาติ หรือ International Coach Federation (ICF)  ได้ทำการศึกษาองค์กรในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่องอีกครั้ง ร่วมกับ Human Capital Institute (HCI) ถึงความเชื่อมโยงของการสร้างวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กรกับประโยชน์ที่องค์กรได้รับ โดยเฉพาะในด้านการสร้างความผูกพันของบุคลากรที่มีต่อองค์กร (Employee Engagement) พอสรุปผลล่าสุดที่ได้รับออกมาดังนี้

ในปี 2014  มี 13%  ขององค์กรที่ร่วมในการสำรวจ รายงานว่ามีวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กรแล้ว โดย 65% ของบุคคลจากกลุ่มองค์กรเหล่านี้ ยืนยันว่าเขามีความผูกพันต่อองค์กรในระดับสูงมาก

ในปี 2015 ผลลัพธ์การสำรวจจากกว่าสามร้อยองค์กรที่เข้าร่วม ได้เผยถึงแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน  ในด้านงบประมาณ องค์กรวางแผนงบประมาณเพื่อการโค้ชในรูปแบบต่างๆ มากกว่าปีที่แล้ว 3%  ในด้านผลตอบแทนที่ได้รับ สำหรับองค์กรที่มีวัฒนธรรมการโค้ชแล้วยังคงรายงานถึงผลดีที่ได้รับคือมีระดับ Employee Engagement ที่สูงขึ้น อีกทั้งบุคลากรที่มีศักยภาพสูงที่ได้รับโอกาสให้เข้าถึงการโค้ช รายงานถึงความผูกพันที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นอกจากนั้นองค์กรกลุ่มนี้ยังรายงานถึงด้านการเติบโตของรายได้ที่สูงกว่าองค์กรใกล้เคียงกัน

ในการประเมินว่าองค์กรนั้นถือได้ว่ามีวัฒนธรรมการโค้ชที่แข็งแกร่งแล้วหรือไม่ ICF ได้ใช้เกณฑ์ให้ผู้ร่วมทำสำรวจประเมินองค์กรของตนเองดังต่อไปนี้ หนึ่ง เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าบุคลากรเห็นคุณค่าให้ความสำคัญกับการโค้ช สอง เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าผู้บริหารระดับสูงเห็นคุณค่าให้ความสำคัญกับการโค้ช สาม ผู้จัดการและผู้นำในองค์กรให้เวลาในการโค้ชในแต่ละอาทิตย์สูงกว่าโดยเฉลี่ยทั่วไป สี่ ผู้จัดการและผู้นำในองค์กรได้รับการอบรมด้านการโค้ชในโปรแกรมที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน  ห้า การโค้ชได้รับการจัดวางและการสนับสนุนในระบบงบประมาณเป็นที่แน่นอน  และหก คือ บุคลากรทั้งหมดในองค์กร ได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน ในการได้รับการโค้ชจากโค้ชที่มีความเป็นมืออาชีพ  ในการสำรวจนี้ ICF จะนับเฉพาะกลุ่มที่เลือกห้าหรือหกข้อในเกณฑ์ที่ให้ไว้ ที่ถือว่ามีวัฒนธรรมการโค้ชที่แข็งแกร่งแล้ว  จะเห็นว่า ICF มองหาการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ซึ่งมากกว่าเพียงแค่การเห็นความสำคัญเท่านั้น

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาอ่านได้จาก http://www.coachfederation.org

cropped-e0b8ade0b89ae0b8a3e0b8a1-e0b8abe0b8a5e0b8b1e0b881e0b8aae0b8b9e0b895e0b8a3-e0b881e0b8b2e0b8a3e0b982e0b884e0b989e0b88a-coaching-and-mentoring-1.jpg

สร้างวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กร

ในการสร้างการโค้ชเป็นวัฒนธรรมองค์กร คำถามแรกคือ เราจะทราบได้อย่างไร ว่าองค์กรเราได้มีวัฒนธรรมการโค้ชแล้ว เราสามารถประเมินวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กรได้จากสองด้านด้วยกันนะคะ คือด้านรูปธรรม มองเห็นได้ กับด้านนามธรรม มองไม่เห็นแต่ซึมลึกอยู่ในการกระทำของคนในองค์กร

 รูปธรรม

  1. ความสำคัญของการโค้ชงานถูกระบุไว้ในกลยุทธ์และพันธกิจขององค์กรแล้วหรือยัง
  2. ทักษะการโค้ชถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในสมรรถนะที่สำคัญของผู้บริหารในองค์กรหรือไม่
  3. ผู้บริหารและผู้จัดการใช้สไตล์การพูดคุยแบบโค้ช ในการประชุม ในการระดมสมอง ในการแก้ปัญหาต่างๆร่วมกันกับทีมงาน
  4. ได้ระบุความหมายเฉพาะของการโค้ชสำหรับองค์กรเราแล้ว
  5. วางกลยุทธ์และระบบการโค้ชที่ชัดเจน เช่นผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน ที่จะทำหน้าที่โค้ชในองค์กรเราควรมีสมรรถนะพื้นฐานอะไร และควรเพิ่มเสริมอะไรเฉพาะองค์กรของเรา

นามธรรม

  1. คนในองค์กรมีมุมมองไปในทางเดียวกันว่า คนทุกคนมีศักยภาพและทรัพยากรความสามารถแตกต่างกันไปซ่อนอยู่ในตนเอง
  2. คนของเราเข้าใจว่าการได้มีส่วนในการคิดหาคำตอบและทางออกด้วยตนเองด้วยจะทำให้คนพัฒนาได้รวดเร็วขึ้น
  3. บุคลากรในองค์กรชอบเรียนรู้ พัฒนาตนเองแสวงหาความรู้ และทักษะใหม่ๆด้วยความกระตือรือร้น

ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่ง ที่องค์กรจัดอบรมทักษะการโค้ชให้ผู้บริหารหรือผู้จัดการในองค์กรไปแล้ว แต่กลับไม่มีการนำไปปฏิบัติจนเกิดเป็นวัฒนธรรม สาเหตุอย่างหนึ่งคือการอบรมนั้นไม่ได้ออกแบบมาสำหรับบริบทของผู้บริหารในองค์กร  เสียงบ่นที่ตามมาคือ ยาก ทำไม่ได้ ก็เลยไม่ทำดีกว่า  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อไปอบรมมา ผู้บริหารจะทราบว่าโค้ชที่ดีไม่ควรสั่งแต่ให้ถาม แต่พอนั่งถามลูกน้องไปสักพัก กว่าจะเข้าใจว่าควรจะโฟกัสอะไร ก็ฟังจนเหนื่อยแล้ว ปัญหาต่อไปคือ แล้วจะใช้เครื่องมืออำนวยการพัฒนาอะไร การปรับความคิดควรช่วยยังไง และการติดตามผลสำหรับเรื่องนี้ใช้วิธีการและระยะเวลาเท่าไหร่ดีที่สุด

ทักษะการโค้ชที่นำเข้ามาให้ผู้บริหารในองค์กร จึงควรออกแบบด้วยความเข้าใจบริบทของผู้บริหารและผู้จัดการ หัวหน้างาน ในองค์กร ผลลัพธ์การโค้ชในองค์กรมักต้องเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ของงานด้วย

การอบรมทักษะการโค้ชให้ผู้บริหารในองค์กร จึงอาจต้องเริ่มที่การปรับกระบวนทัศน์ ทัศนคติหรือความตั้งใจก่อน ว่าบทบาทของผู้บริหารในฐานะโค้ชคืออะไร ผู้สอนการโค้ชในองค์กร ที่เชี่ยวชาญ จะสามารถช่วยให้ผู้บริหารมีวิธีการออกแบบการเรียนรู้และพัฒนาโค้ชชี่ที่สร้างสรรค์ เป็นระบบ และประหยัดเวลา

ที่สำคัญการโค้ชใช้ทักษะการสื่อสารขั้นสูง ดังนั้นการปูพื้นทักษะการสื่อสารที่ดี จัดระบบการพูด การฟังและการถามได้เอง จะช่วยให้โค้ชได้ดีอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ ทักษะต่างๆนี้ ยังส่งเสริมสมรรถนะด้านภาวะผู้นำของผู้บริหารและผู้จัดการ ได้อย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วยค่ะ

สำหรับขั้นตอนการสร้างวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กร ถ้าตามโมเดลที่ใช้กันทั่วไปมักจะมี 7 หรือ 8 ขั้นตอน อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาปฏิบัติจริงๆ จากประสบการณ์ของดิฉันนั้น องค์กรที่ทำได้ดีและมีความคืบหน้า ไม่ได้เริ่มเป็นลำดับตามนั้น แต่เป็นองค์กรที่เริ่มจากการวิเคราะห์ตนเองก่อน ว่าปัจจุบันอยู่ตรงไหน และสามารถทำหลายขั้นตอนไปพร้อมกันได้ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลเร็วที่สุดค่ะ

        แอคคอมแอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล – ผู้ออกแบบและสอนหลักสูตรการโค้ชในองค์กร

 เพื่อไปสู่วัฒนธรรมการโค้ชในองค์กร

ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการเรียนการสอน โดย ICF (International Coach Federation)

AcComm & Image International- Affiliate of Dr. Marshall Goldsmith in Thailand

Contact: 2197 4588-9,  081 172 3666

Official website, please click:

www.aclc-asia.com