Coaching คืออะไร

Coaching คืออะไร

บทคววาม โดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ในอดีต ศาสตร์และศิลป์ของการโค้ชยังไม่มีความชัดเจน ผสมผสานอยู่ในหมวดการบริหาร การเยียวยาทางสุขภาพ จิตวิทยา และอื่นๆ กว่าจะมาเป็นศาสตร์เฉพาะด้าน ก็ผ่านวิวัฒนาการและการค้นคว้าศึกษาต่างๆมาไม่น้อยเลย

การโค้ช (Coaching) หมายถึง การสนับสนุนและช่วยให้ผู้ได้รับการโค้ช มีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาในทางที่ดีขึ้น โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยใช้วิธีการเป็นคู่คิดในการเรียนรู้ พัฒนา เปลี่ยนแปลง ให้กับผู้ได้รับการโค้ช   การโค้ชใช้กระบวนการสนทนาที่สร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ เน้นไปที่อนาคต และการลงมือทำ

หลังจากการสนทนา  การโค้ช (Coaching) มีการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนบรรลุเป้าหมาย หรือจุดมุ่งหมาย ผ่านการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ และกระตุ้นให้ผู้ได้รับการโค้ช หรือโค้ชชี่มีแรงบันดาลใจ ในการนำศักยภาพในตนเองทั้งด้านส่วนตัวและในงาน ออกมาใช้สูงสุด  

อบรมการโค้ช โดย แอคคอม แอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล

การโค้ช โดย แอคคอม แอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล

โค้ชถามและฟังมากกว่าพูด

  • โค้ชถามเพื่อให้โค้ชเข้าใจโค้ชชี่ คำถามควรเป็นประโยชน์ในการช่วยให้โค้ชชี่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และตระหนักในศักยภาพของตน  หรือมีความชัดเจนมากขึ้น
  • ไม่ควรใช้การถามเน้นปัญหาหรือตอกย้ำอดีตที่แก้ไขไม่ได้ ควรถามเน้น Solutions ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  • คำถาม “Why” ควรหลีกเลี่ยง เพราะฟังดูแล้วเหมือน ถามกวนๆหรือไม่เชื่อใจ และนำการสนทนากลับไปที่ปัญหาและอดีต ถ้าอยากทราบว่าทำไมโค้ชชี่ทำแบบนั้น แทนที่จะถามว่า “ทำไมทำรายงานแบบนี้” หรือ “จะทำโครงการนี้ไปทำไม” อาจเปลี่ยนไปถามว่า “รายงานที่คุณทำ มีกระบวนการความคิดอย่างไร” “โครงการนี้ส่งผลอย่างไรต่อตัวคุณ”

กระตุ้นให้โค้ชชี่มีส่วนร่วม มีส่วนคิดให้มากที่สุด

  • พยายามให้โค้ชชี่ได้คิด ได้มีส่วนร่วมมากที่สุด โค้ชชี่ควรรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ที่เขาคิดออกมาว่าดีที่สุด เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขา ส่วนโค้ชรับผิดชอบกระบวนการโดยรวมของการเรียนรู้และติดตามผลตามแผนที่ตกลงกัน (Coach is responsible for the process. Coachee is responsible for learning the contents.)

การลงมือทำ

  • ในการโค้ช เน้นสนับสนุนให้โค้ชชี่ได้ลงมือปฏิบัติ (Actions) และเรียนรู้ด้วยตนเองให้มากที่สุด เมื่อใดที่โค้ชชี่ถึงทางตัน โค้ชสามาถแชร์แหล่งข้อมูล แนวคิดดีๆ  เพื่อให้โค้ชชี่ได้คิดค้นหาแนวทางใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง และช่วยให้โค้ชชี่บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผล โดยพูดคุยให้แน่ใจก่อนว่าเป็นประโยชน์ต่อโค้ชชี่อย่างแท้จริง โค้ชที่ดีจึงมักเป็นผู้ที่เรียนรู้อยู่เสมอเช่นกัน 
  • เมื่อตกลงในทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว แผนการเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ ควรเป็นตัวโค้ชชี่เองที่นำไปปฏิบัติอย่างมีกำหนดเวลาชัดเจน 
  • โค้ชช่วยกระตุ้นความคืบหน้า และแลกเปลี่ยน Feedback  เพื่อให้การพัฒนามีความต่อเนื่อง และโค้ชชี่บรรลุเป็าหมาย

 

Official website, please click:  

www.aclc-asia.com

ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

AcComm & Image International

Leadership Development Affiliate of Dr. Marshall Goldsmith in Thailand

Visiting AcComm and Image International

This slideshow requires JavaScript.

AcComm & Image International

AcComm & Image International provides learning solution to organizations in Thailand and other countries in Asia. We partner with training and development program providers around the world that are creating the most innovative and effective programs utilizing the latest and the most practical performance models.

Leadership Development Affiliate of Dr. Marshall Goldsmith in Thailand

Exclusively delivering Think on Your Feet(R) in Thailand

ACSTH and CCE Coach Training Provider

ICF APPROVED COACH SPECIFIC TRAINING HOURS PROGRAM

Contact us: Tel. (66) 2197 4588-9

Email. info@aclc-asia.com

www.aclc-asia.com

 

Thailand Coaching – ICF Approved Coach Specific Training (ACSTH)

Official website, please click

http://www.aclc-asia.com 

Print

Contact us:  Tel. (66) 2197 4588-9

Email: info@aclc-asia.com, info@aclc-asia.com

Thailand Coaching – ICF Approved Coach Specific Training Hours Program (ACSTH and CCE)

บทความ แนวโน้ม การโค้ช โดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ปัจจุบันองค์กรมากมายเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาบุคลากรแบบดั้งเดิม มาผสมผสานใช้การโค้ช โดยเฉพาะเมื่อมีผลจากการศึกษาที่สนับสนุนให้เห็นว่า องค์กรที่มีวัฒนธรรมการโค้ชที่ดี มีผลลัพธ์ด้านความผูกพันของบุคลากรที่มีต่อองค์กร และผลลัพธ์ด้านรายได้ที่สูงกว่า

สหพันธ์โค้ชนานาชาติ (International Coach Federation) มีการศึกษาแนวโน้มต่างๆ ของการโค้ชอย่างต่อเนื่อง ปีที่แล้ว (ค.ศ. 2015 ) ได้พบว่า 67% ขององค์กรที่มีวัฒนธรรมการโค้ชที่ดีแล้ว มีการใช้การโค้ชทั้งสามรูปแบบ คือ หนึ่ง ใช้โค้ชมืออาชีพจากภายนอก สอง สร้างโค้ชที่เชี่ยวชาญสำหรับภายในองค์กร และสาม พัฒนาทักษะการโค้ชให้ผู้บริหารและผู้จัดการในองค์กร เมื่อเปรียบเทียบปี ค.ศ. 2014 กับ ค.ศ. 2015 ยังได้พบด้วยว่า มีการเจริญเติบโตต่อเนื่องในการใช้การโค้ชทั้งสามรูปแบบในองค์กร

จากการสำรวจล่าสุดในปีนี้ (ค.ศ. 2016) ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจ สำหรับรูปแบบที่สาม คือผู้บริหารและผู้จัดการที่ใช้การโค้ชกับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือทีมงาน ผลชี้ว่า 76% ของผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจ รายงานว่า ใช้ความรู้ ทักษะและวิธีการโค้ชกับทีมและกลุ่มงาน   64% นำการโค้ชไปใช้กับกลุ่มบุคลากรที่มีศักยภาพสูง สำหรับการพัฒนาให้ผู้บริหารและผู้จัดการมีทักษะและวิธีการโค้ช  73% ระบุว่าได้รับการอบรมจากหลักสูตรการโค้ชที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

ผู้บริหารหญิงมีการโค้ชผู้ใต้บังคับบัญชา 64% ซึ่งสูงกว่า ผู้บริหารชายซึ่งอยู่ที่ 34% เมื่อดูที่ระดับการศึกษาพบว่า 61%  มีระดับการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป  และเมื่อดูตามทวีป ทวีปที่ผู้บริหารใช้ทักษะการโค้ชกับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือทีมงานมากที่สุดคือ ทวีปอเมริกาเหนือ (33%) รองลงมาคือ ทวีปยุโรป (27%) และสำหรับในเอเชียอยู่ที่ 18%

(ข้อมูลเพิ่มเติม: Coaching Study – coachfederation.org/2016study)

ดร.แดเนียล โกลด์แมน นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียง และผู้เขียนหนังสือโด่งดังคือ Emotional Intelligence ได้กล่าวถึง สไตล์ผู้นำที่สำคัญหกสไตล์ และผู้นำสไตล์โค้ชส่งผลเชิงบวกต่อผลงานและบรรยากาศการทำงาน แต่กลับเป็นสไตล์ที่ได้รับการนำมาใช้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสไตล์อื่นๆ

ถึงแม้องค์กรส่วนใหญ่จะตระหนักในความสำคัญของการส่งเสริมให้ผู้บริหารและผู้จัดการใช้การโค้ชในทีมงานก็ตาม แต่สำหรับผู้บริหารเอง มีไม่น้อยเลยที่เผชิญกับอุปสรรคของการนำทักษะมาใช้ในการทำงานจริง การพัฒนาให้ผู้บริหารและผู้จัดการเป็นโค้ชที่ดีนั้น หลังจากพัฒนาทักษะไปแล้ว ผู้สอนจึงควรติดตามให้การสนับสนุนต่อเนื่อง และอาจต้องใช้กระบวนการปรับเปลี่ยนอุปนิสัยเข้ามาช่วยด้วย

(C) Copyright – All rights resreved.

 **************

Official website, please click:  https://www.aclc-asia.com/coaching

ข้อมูลหลักสูตร Coaching:

https://www.aclc-asia.com/coaching

Coaching (การโค้ช)

Official website, please click:

https://www.aclc-asia.com/coaching

ข้อมูลหลักสูตร Coaching:

https://www.aclc-asia.com/coaching

Leadership Development by AcComm and Image International

ดิฉันเชื่อว่า ความรู้สึกและสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากผลพวงของคำถามที่เราถามตนเองเมื่อวานนี้ การตั้งคำถามให้ตนเองจึงมีความสำคัญต่อความสุขของเรา 

วิธีการโค้ชตนเองง่ายๆ ทำได้โดยเปลี่ยนจากการใช้คำถามแบบ Passive Questions ซึ่งนำให้เราตำหนิสิ่งแวดล้อมภายนอก ที่เราควบคุมไม่ได้  มาเป็นการใช้คำถาม Active Questions ที่ทำให้เรามีความสุขสำเร็จมากขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคที่แนะนำโดย Dr. Marshall Goldsmith กูรูการโค้ชของวงการ

จากการศึกษาของ Dr. Marshall Goldsmith ที่มีผู้ร่วมตอบแบบสำรวจ 2,537 คน: 

  • 37% ของผู้ที่ถามคำถาม Active Questions กับตนเองเป็นเวลาสองอาทิตย์ รู้สึกดีขึ้นในทุกด้าน
  • 65% บอกว่า ดีขึ้นอย่างน้อยสี่ด้าน
  • 89% บอกว่าดีขึ้นอย่างน้อยหนึ่งด้าน
  • 5% บอกว่าเหมือนเดิม
  • และ 0% บอกว่า แย่กว่าเดิม นั่นหมายความว่า ไม่มีใครบอกว่า แย่ลง แม้แต่คนเดียว

Dr. Marshall Goldsmith แนะนำ หกคำถาม (Active Questions) ในการโค้ชตนเอง ที่จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น  

  1. ฉันได้ทำดีที่สุดหรือยัง ในการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนให้ตนเอง
  2. ฉันได้ทำดีที่สุดหรือยัง ในการสร้างความคืบหน้าไปสู่การบรรลุเป้าหมาย โดยสำเร็จ
  3. ฉันได้ทำดีที่สุดหรือยัง ที่จะทำให้ตนเองมีความสุข
  4. ฉันได้ทำดีที่สุดหรือยัง ที่จะทำให้งานที่ทำเป็นงานที่มีความหมาย
  5. ฉันได้ทำดีที่สุดหรือยัง ที่จะทำให้ตนเองรักและเต็มที่กับงาน
  6. ฉันได้ทำดีที่สุดหรือยัง ในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นในการทำงาน และร่วมงานกัน

ก่อนปิดท้าย อยากให้ลองถามตนเองว่า ในการดำเนินชีวิตและการทำงานของเราทุกวันนี้ เคยถามตนเองหรือไม่ ว่าเราทำเพื่ออะไร

  • เพื่อทำงานให้เสร็จสิ้นไปวันๆ
  • เพื่อให้มีเงินทองซื้อหาทรัพย์สินที่ต้องการ
  • เพื่อให้เกิดความสุขที่ยั่งยืน

เรียบเรียงโดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ (PCC)  โค้ชผู้บริหาร ที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์โค้ชนานาชาติ

AcComm Group is Leadership Development Affiliate of Dr. Marshall Goldsmith in Thailand

(C) Copyright – All rights reserved.

สอนการโค้ช Developing Coaching Skills for Leader and Manager

Official website, please click:

  https://www.aclc-asia.com/coaching

ข้อมูลหลักสูตร Coaching:

https://www.aclc-asia.com/coaching

Coaching in Thailand

LEADER AND MANAGER AS COACH

บทความโดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

  • โค้ชผู้บริหารที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์โค้ชนานาชาติ (PCC)
  • ผู้ออกแบบหลักสูตรและสอนการโค้ช ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจากสหพันธ์โค้ชนานาชาติ หรือ International Coach Federation (ICF)
  • Leadership Development Affiliate of Dr. Marshall Goldsmith in Thailand.

ในยุคที่บุคลากรมีความหลากหลายทั้งด้านความคิด ด้านวัยที่แตกต่างและวัฒนธรรม อีกทั้งพร้อมที่จะแสดงตัวตนและความสามารถออกมา หากผู้บริหารและผู้จัดการมีทักษะการโค้ชเป็นหนึ่งในเครื่องมือการบริหารและพัฒนาคน จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม  การศึกษาต่างๆ สนับสนุนว่าการโค้ช มีประโยชน์จริงในการส่งเสริมความสัมพันธ์ในการทำงาน ในการเพิ่มผลิตภาพของโค้ชชี่ และที่สำคัญคือสร้างความผูกพันต่องานและองค์กรได้ดี หากผู้บริหารและผู้จัดการในองค์กรใช้การโค้ชอย่างถูกต้อง ทั้งโค้ชและโค้ชชี่มีความสุขมากขึ้นในการร่วมงานกัน และองค์กรก็ได้เปิดโอกาสให้บุคลากรได้นำศักยภาพใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานดีๆมากขึ้น

คำถามจากผู้บริหารที่ว่า และจะโค้ชอย่างไรให้เก่ง เหมือนโค้ชมืออาชีพ ดิฉันเชื่อว่าผู้บริหารและผู้จัดการในองค์กรสามารถโค้ชเก่งได้และสามารถที่จะเก่งกว่าโค้ชมืออาชีพด้วย เริ่มต้นจากลองสำรวจจุดแข็งของตนเองว่า มีความชอบในการพัฒนาคน อยากสร้างคน และเป็นผู้ที่มีจิตใจเปิดกว้างรับฟังผู้อื่นโดยตัดอคติต่างๆ ออกไปได้เสมอ จากนั้นการฝึกปฏิบัติกระบวนการโค้ชที่มีประสิทธิผล โดยเสริมสร้างสมรรถนะการโค้ชตามด้านล่างนี้ค่ะ

ประการแรก ต้องเข้าใจก่อนว่า การโค้ชคืออะไร และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้การโค้ช และเมื่อไหร่ไม่ควรใช้ ซึ่งดิฉันได้เขียนอธิบายไว้ในหนังสือ คู่มือการโค้ช เพื่อผู้นำยุคใหม่ โดยละเอียด ข้อนี้สำคัญมาก ถึงแม้การโค้ชเป็นหนึ่งในวิธีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด แต่ไม่ได้เหมาะสมกับทุกประเด็นปัญหา

ประการที่สอง การสร้างความไว้วางใจ ระหว่างโค้ชกับโค้ชชี่ ข้อนี้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของผู้บริหารและผู้จัดการต่อตัวโค้ชชี่ที่ผ่านมาด้วย เช่นเราเคยหักหน้าเขาต่อหน้าผู้อื่น หรือบ่นว่า นินทาองค์กรหรือบุคคลที่สามให้เขาฟัง  หากคิดว่าข้อนี้ยังทำได้ไม่ดีและจำเป็นต้องเริ่มโค้ชแล้ว ก่อนการโค้ชควรสื่อสารกันให้ชัดเจนว่า ในบทบาทโค้ชของคุณ คุณควรทำอย่างไร ให้เขาสบายใจในการพูดคุย

หากโค้ชชี่ยังไม่สนิทใจที่จะพูดความเป็นจริงต่อโค้ช โค้ชชี่จะระวังตัวและคำตอบตลอดเวลา โค้ชค่อยๆพัฒนาความไว้วางใจกับโค้ชชี่ได้ เช่น เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม ให้ได้ออกแบบว่าเราสามารถทำอะไรบ้างเพื่อส่งผลให้การพูดคุย มีประโยชน์กับตัวเขาเอง และให้กระบวนการโค้ชมีประสิทธิผล

ในด้านวัฒนธรรมที่แตกต่าง ข้อนี้จะทวีความสำคัญมากขึ้น หากโค้ชมีโค้ชชี่ที่มีรูปแบบวัฒนธรรมที่ยึดถือ Uncertainty Avoidance คือหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน ไม่ชอบเสี่ยง ชอบปลอดภัยไว้ก่อน ผู้บริหารและผู้จัดการสามารถสร้างความไว้วางใจทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวไปด้วย เช่น มีความสม่ำเสมอในการปฏิบัติต่อเขา ไม่ใช้วันนี้อารมณ์ดี พรุ่งนี้อารมณ์ร้าย และเช่น การที่พูดแล้วทำ ไม่ใช่เอาแต่พูด แต่ไม่ทำ หรือถ้าทำไม่ได้อย่างที่พูดก็ไปสื่อสารกับเขาให้เข้าใจเหตุผลตรงกัน

ประการที่สาม คือ การรักษาสมาธิในการสนทนาได้ โฟกัสของโค้ชในการสนทนานี้ มีอย่างเดียวคือ “โค้ชชี่”  ไม่ใช่ตัวโค้ชเอง ไม่กังวลว่า ที่ถามไปดีไหม และจะถามอะไรต่อไป เวลามีความคิดหรือข้อมูลแทรกเข้ามาระหว่างการฟัง ทำให้ฟังได้ไม่ครบ

โค้ชที่ดีจะเชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง คือฟังจนจบก่อน ทวนสิ่งที่ได้ยินในใจหรือพูดออกมา เชื่อมโยงไปสู่คำถามที่เป็นประโยชน์

หากโค้ชฝึกการดึงสติและสมาธิในการฟังกลับมาบ่อยๆ ทำให้ยิ่งฟังเก่งขึ้น  เหมือนออกกำลังกายบ่อยๆทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ผลพลอยได้คือ ยิ่งโค้ชลูกน้องบ่อยๆ ยิ่งเป็นผู้มีสมาธิดีขึ้น 

ในด้านวัฒนธรรมที่แตกต่าง โค้ชควรระวัง ความคิดเหมารวมว่าเขาก็เหมือนคนอื่นๆ ในวัฒนธรรมของเขา (Stereotype) จะทำให้เราสรุปคำตอบก่อนที่จะค้นพบสิ่งสำคัญที่โค้ชชี่อยากบอก

ประการที่สี่ เป็นเรื่องการฝึกการฟังแบบโค้ช หรือฟังแบบห้าดาว  ฟังแบบโค้ชคือ ฟังทั้งสิ่งที่โค้ชชี่พูดออกมา และไม่ได้พูดออกมา เช่น สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง ซึ่งต้องใช้การสังเกต เช่น สอดคล้องกับคำพูด หรือถ้าไม่สอดคล้องมีอะไรที่โค้ชต้องถามให้แน่ใจก่อน โดยเฉพาะต่างวัฒนธรรม ต่างมีการแสดงออกทางภาษากายแตกต่างกันในการสนทนา คนในวัฒนธรรมหนึ่งๆ เรียนรู้รูปแบบการสนทนาจากวัฒนธรรมที่ตกทอดกันมา รวมถึงเรียนรู้จากสำนวนและสุภาษิต เช่น “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ความเงียบหรือการพยักหน้า จึงอาจไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วยเสมอไป

เทคนิคคือโค้ชควรบอกโค้ชชี่ตรงๆ ว่าสังเกตอะไร และถามเพื่อสร้างความกระจ่างชัดว่า สิ่งที่โค้ชเข้าใจนั้นตรงกับความหมายของโค้ชชี่หรือไม่ ในข้อนี้ ผู้ที่คิดเร็วทำเร็วจึงต้องชะลอตนเองในการรับฟัง ไม่ด่วนสรุป

ดิฉันเรียกการฟังแบบโค้ชว่า การฟังแบบห้าดาว ฟังแบบดาวเดียว คือ ฟังแบบรอจังหวะสวนกลับ ระหว่างฟังจะคิดตลอดเวลาว่าเดี๋ยวได้โอกาสจะพูดหรือถามอะไร  ฟังแบบสองดาวคือ ฟังแล้วนึกถึงเรื่องของตนเอง ที่มีประสบการณ์คล้ายกัน จึงรอโอกาสที่จะได้เล่าเรื่องตนเอง ฟังแบบสามดาวคือ ฟังเพื่อรอสั่งรอสอน เพราะหวังดี จะเห็นว่าฟังแบบสามดาวแรก โฟกัสอยู่ที่ตัวโค้ช ไม่ใช่โค้ชชี่ การฟังแบบสี่ดาว ดีขึ้นมาอีกนิดคือ ฟังแล้วอยากรู้อยากเห็นเพิ่มเติม จึงถามจนเข้าใจถ่องแท้ แต่การฟังแบบห้าดาว ไม่ได้หมายถึงการเข้าใจความหมายของโค้ชชี่ถ่องแท้เท่านั้น แต่หมายถึงการช่วยให้โค้ชชี่เข้าใจตนเองชัดขึ้นด้วยค่ะ

ประการที่ห้า คือการถามอย่างสร้างสรรค์ และสร้างพลานุภาพ โค้ชควรปรับทัศนคติก่อน คำถามแบบโค้ชไม่ใช่ การถามเองตอบเอง ไม่ใช่ถามเพื่อโค้ชจะได้พูดน้อยลง ไม่ใช่ถามนำและครอบงำ ไม่ใช่การถามเพื่อแสดงว่าโค้ชถามได้สุดยอดไร้เทียมทาน  ไม่ถามแบบคิดล่วงหน้า ไม่ถามแบบสรุปไปแล้ว เช่นนั้นจะถามไปทำไม

คำถามแบบโค้ชคือ คำถามที่ช่วยให้โค้ชชี่ได้คิด ได้สำรวจตนเอง สิ่งที่รู้ สิ่งที่ไม่รู้ สิ่งที่ไม่เชี่ยวชาญ สิ่งที่เป็นจุดแข็งเพื่อนำมาส่งเสริมการเรียนรู้ของตน หรือแม้แต่ความเชื่อของตนเอง เป็นต้น

แล้วโค้ชบอกได้ไหม?

โค้ชถามและฟังเท่านั้นหรือ โค้ชพูดและบอกได้ไหม และถ้าเราพบว่าลูกน้อง (โค้ชชี่) ที่ไม่ทำตาม ข้อตกลง เราจะยังถามต่อไปอีกนานแค่ไหน หรือโค้ชชี่เองก็ไม่รู้ตัว สักทีว่ากำลังตกราง โค้ชควร พูดตรงไปตรงมา ให้เขารู้ตัวหรือได้หรือไม่ และการพูดแบบโค้ชเป็นอย่างไร

โค้ชสามารถพูดตรงไปตรงมาได้ หากสิ่งที่พูดเป็นประโยชน์ต่อโค้ชชี่ โดยเฉพาะในวัฒนธรรมการสื่อสารที่ การพูดอ้อมค้อมไม่เป็นที่นิยม เช่นชาวสิงคโปร์และชาวอเมริกัน หากไม่บอกตรงๆ ว่าคิดเห็นอย่างไร มักไม่ได้รับการตีความว่ารักษาน้ำใจหรือเกรงใจ แต่อาจได้รับการตีความว่าไม่จริงใจได้

อย่างไรก็ตามการพูดแบบโค้ช โค้ชจะพูดสั้น กระชับ และเข้าใจง่าย และมีประโยชน์ต่อโค้ชชี่ มีระดับความเข้มข้นของความตรงไปตรงมา ขึ้นอยู่กับว่าโค้ชชี่อยู่ในกลุ่มใดดังต่อไปนี้

กลุ่มแรก โค้ชชี่ที่ไม่ลงมือทำตามสิ่งที่ตกลงกัน และไม่มีความตั้งใจ โค้ชบอกได้ตรงๆ ว่าที่ผ่านมาได้สังเกตเห็นอะไร และทำให้โค้ชคิดอย่างไรกับความคืบหน้าสู่เป้าหมายของโค้ชชี่

กลุ่มที่สอง โค้ชชี่ที่ลงมือทำก็ทำได้ แต่ไม่ตั้งใจ  จึงไม่มีความสม่ำเสมอ ความคืบหน้าไม่เป็นตามที่ตกลงกัน กลุ่มนี้โค้ชไม่ต้องบอกว่าเขาต้องทำอะไร เพราะเขาทราบดี แต่โค้ชให้ข้อมูลสะท้อนกลับที่บวกกับสร้างแรงบันดาลใจ หรือช่วยเขาค้นหาแรงบันดาลใจที่เหมาะกับเขา โค้ชอาจใช้การเล่าเรื่องไกลตัว และอุปมาอุปไมย เพราะจะตรึงให้เขาฟังอย่างสนใจจนจบได้ดีกว่า

กลุ่มที่สาม โค้ชชี่ที่ตั้งใจ แต่ทำไม่ได้จริงๆ เพราะติดอุปสรรครอบตัวที่ตัวเขาเองไม่มีอำนาจที่จะควบคุมได้ หรือขาดทักษะบางอย่าง โค้ชแบ่งปันแนวคิด ความรู้รอบตัว และเสนอทักษะในแบบที่โค้ชชี่อยากได้ และเข้าใจได้ง่ายๆ

กลุ่มที่สี่ โค้ชชี่ทั้งลงมือทำได้ดี และตั้งใจ สิ่งที่โค้ชจะบอกกลุ่มนี้ คือการชมเชย และเตือนให้โค้ชชี่ให้รางวัลตนเองด้วย การชมเชยทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี และบรรยากาศการพัฒนาเป็นเชิงบวก

สมรรถนะการโค้ชมีมากกว่านี้ วันนี้ขอแลกเปลี่ยนเท่านี้ก่อน หวังว่าท่านคงได้รับประโยชน์ในการลงมือฝึกปฏิบัติจริง และสนุกกับการโค้ชนะคะ

(C) Copyright – All rights reserved.