การโค้ชที่มีประสิทธิผล

Official website, please click:

  https://www.aclc-asia.com/coaching

ข้อมูลหลักสูตร Coaching:

https://www.aclc-asia.com/coaching

บทความสมรรถนะของโค้ช โดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ (PCC – ICF Professional Certified Coach)

สมรรถนะของโค้ชที่ดี เมื่อศึกษาจากแหล่งข้อมูลหรือสถาบันต่างๆ หรือโค้ชที่มีประสบการณ์ พบว่าสมรรถนะของโค้ชที่ดีมีความคล้ายคลึงกัน ดิฉันขออิงจากสมรรถนะของสหพันธ์โค้ชนานาชาติ  และเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ขออธิบายสรุปดังนี้ โค้ชควรมีสมรรถนะแบ่งออกเป็นสี่กลุ่ม โดยมีข้อย่อยๆเป็นองค์ประกอบดังนี้:

สามารถสร้างพื้นฐานความเข้าใจให้ตรงกัน (Foundation)

โค้ชอธิบายคำจำกัดความและกระบวนการของการโค้ชได้ชัดเจน และปฏิบัติตามหลักการและจริยธรรมของโค้ช ตัวอย่างเช่น ไม่เป็นฝ่ายบังคับหรือยื่นคำแนะนำให้โค้ชชี่ทำในสิ่งที่มาจากความคิดและเหตุผลของโค้ชเอง

เนื่องจากไม่มีข้อมูลในสมองของมนุษย์สองคนใดที่ผ่านเส้นทางการเชื่อมโยงความคิดและความรู้สึกที่เหมือนกัน ดังนั้นการนำความคิดและเหตุผลของโค้ชไปใส่หัวโค้ชชี่ อาจไม่ได้เป็นการช่วยให้โค้ชชี่เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างใด

ในด้านคำจำกัดความของการโค้ช ผู้เชี่ยวชาญต่างคนและต่างสถาบันอาจมีคำจำกัดความแตกต่างกันไป โค้ชควรคุยกับโค้ชชี่ ให้เข้าใจตรงกันก่อน ว่าบทบาทหน้าที่ของทั้งคู่คืออะไร และกระบวนการการโค้ชเป็นอย่างไร เปรียบเหมือนการเดินทางไกลร่วมกัน ควรตกลงกันก่อนว่า ใครทำหน้าที่อะไร  เราจะแวะตรงไหนระหว่างทาง เราต้องใช้อะไรระหว่างการเดินทางบ้าง

พัฒนามิตรสัมพันธ์และการเป็นคู่คิดที่ดี (Partnership)

เมื่อมาพบกัน โค้ชวางตัวเป็นที่น่าไว้วางใจ สร้างศรัทธา มีมนุษยสัมพันธ์ รู้ว่าอะไรควรพูดและไม่ควรพูด ไม่พูดในสิ่งที่จะทำลายความเชื่อมั่น เช่นการกล่าวถึงบุคคลที่สามในทางลบ อาจทำให้โค้ชชี่กลัว บรรยากาศการสื่อสารที่ดีควรปลอดภัย นำไปสู่การเปิดใจและการพูดคุยที่ตรงไปตรงมา

โค้ชสามารถโฟกัสหรือมุ่งความสนใจไปที่ความคิด ความรู้สึก ศักยภาพและการพัฒนาของโค้ชชี่ ไม่ใช่มัวแต่ห่วงกังวลผลงานการโค้ชของตนเอง ควรยืดหยุ่นตามเส้นทางของโค้ชชี่ได้ โดยไม่ยึดติดกับมุมมองของตนเอง

เชื่อในและใช้วิธีการสื่อสารแบบโค้ช (Coach’s Communication)

การฟัง เป็นผู้ฟังที่ใส่ใจและพยามยามทำความเข้าใจ ทั้งสิ่งที่โค้ชชี่พูดออกมาและไม่ได้พูดออกมา ฟังเชิงลึกเพื่อรับรู้ค่านิยม ความเชื่อต่างๆ แต่เป็นการรับฟังโดยปราศจากอคติ เงื่อนไข หรือการสรุปตัดสินใดๆ รวมทั้งเมื่อฟังแล้วสามารถนำสิ่งที่ได้ฟังจากโค้ชชี่มาสะท้อนกลับให้โค้ชชี่ฟังโดยเลือกใช้ประโยคและคำพูดสะท้อนกลับไปอย่างชัดเจน และไม่ควรผสมคำแนะนำใดๆลงไป หากทำได้ จะช่วยให้โค้ชชี่ทบทวนหรือเข้าใจความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆได้ด้วยตนเอง เกิดการประจักษ์รู้และเข้าใจสถานการณ์ตนเองดียิ่งขึ้น ความชัดเจนมักนำไปสู่ความกระตือรือร้นและการหาหนทางออกที่ดีสำหรับตนเองได้ดีขึ้น

การสนทนาในการโค้ช เน้นการสือสารแบบสองทาง และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของโค้ชชี่โดยใช้คำถามที่ดีของโค้ช คำถามที่ดีจะมาจากข้อที่แล้วคือการฟังที่ดีก่อน คำถามจึงจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของโค้ชชี่ การถามควรเน้นไปที่อนาคต เน้นการค้นพบหนทางที่แตกต่าง กระตุ้นความมุ่งมั่น คำถามอาจท้าทายสมมุติฐานของโค้ชชี่ได้ เพื่อกระตุ้นความคิด

เมื่อโค้ชพูด การพูดของโค้ชจะกระชับ ชัดเจน อย่างเช่น การกล่าวถึงวัตถุประสงค์ กำหนดการ  หรือถ้ามีแบบฝึกหัด การฝึกปฏิบัติ วิธีการหรือขั้นตอนเป็นอย่างไร

โค้ชอาจใช้เรื่องราวเล่าขาน หรืออุปมาอุปไมย หากเห็นว่าข้อมูลนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของโค้ชชี่ คำพูดของโค้ชจะให้เกียรติโค้ชชี่และเน้นเชิงบวกเสมอ ดังนั้นเมื่อโค้ชชี่ติดอยู่ในกรอบที่ไม่สร้างสรรค์ ขึ้นจากหลุมพรางนั้นด้วยตนเองไม่ได้ โค้ชสามารถใช้คำพูดปรับกรอบความคิด (Reframe) ของโค้ชชี่ เพื่อกระตุ้นการก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเชี่ยวชาญ

กระบวนการการเรียนรู้ ไปสู่ผลลัพธ์  (Plan, Progress, and Results)

ช่วยให้โค้ชชี่ค้นพบ หรือตระหนักในข้อที่เคยมองข้ามบางอย่าง เนื่องจากบางครั้งการอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมานาน ทำให้คนเราเข้าใจหรือมองเห็นสิ่งต่างๆเกี่ยวกับตนเองหรือรอบๆตัวจาก “สิ่งที่ตนเองเห็น ไม่ใช่จากสิ่งที่เป็นจริง”

ดังนั้นหากโค้ชรีบด่วนสรุปว่าสิ่งที่โค้ชชี่พูดออกมาเบื้องต้นคือความหมายทั้งหมดแล้ว  การเรียนรู้อาจไม่เกิดคุณค่าต่อโค้ชชี่อย่างแท้จริง

นอกจากนั้น โค้ชช่วยให้โค้ชชี่ตะหนักในจุดแข็งตนเอง เปิดโอกาสใหม่ๆในการพัฒนาให้กับตนเอง เห็นคุณค่าในตนเอง

โค้ชช่วยให้โค้ชชี่ตระหนักรู้ถึง  ความแตกต่างของเรื่องที่ “ไม่สลักสำคัญนัก” กับ “สำคัญยิ่ง” ความแตกต่างระหว่าง “เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว”  กับ “เกิดขึ้นเสมอ ซ้ำๆ” ความแตกต่างระหว่าง “การพูดเฉยๆ” กับ “การลงมือทำ” กระตุ้นให้สามารถพัฒนาและดำเนินการตามแผน

โค้ชช่วยให้โค้ชชี่ระบุเป้าหมายการพัฒนาหรือเปลึ่ยนแปลงที่ชัดเจน วัดผลได้ เป็นไปได้ สามารถระบุให้โค้ชชี่เห็นได้ถึงความสำเร็จระหว่างทางที่เกิดขึ้น

โค้ชควรยืดหยุ่นหากต้องปรับแผนให้สอดคล้องกับสไตล์การเรียนรู้และสถานการณ์ของโค้ชชี่ ช่วยให้โค้ชชี่เข้าถึงแหล่งข้อมูล ความรู้ การฝึกปฏิบัติที่เป็นประโยชน์  ช่วยโค้ชชี่สำรวจ ระดมสมองในกิจกรรม การลงมือปฏิบัติ ทางเลือกต่างๆ ที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนาไปสู่ผลลัพธ์ที่เขาต้องการ สนับสนุนการเรียนรู้นอกเหนือจากเวลาที่ได้พบโค้ช สนับสนุนการขยับขีดความสามารถของตนเองในบรรยากาศเป็นมิตร

โค้ชสนับสนุนการลงมือทำทันทีของโค้ชชี่  พยายามตรึงความสนใจ ใส่ใจของโค้ชชี่ในเป้าหมายและสิ่งที่สำคัญต่อเขา โดยให้โค้ชชี่รับผิดชอบ ในการลงมือทำตามแผนและกรอบเวลาที่กำหนดไว้

โค้ชสามารถถามคำถามเพื่อติดตามการลงมือปฏิบัติที่ได้รับปากไว้ในครั้งก่อน กล่าวชื่นชมในสิ่งที่เขาลงมือทำหรือมีความคืบหน้า และชงคำถามเชิงบวกกระตุ้นวินัยหากเขาไม่ได้ทำตามที่ตกลงกัน

โค้ชช่วยทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ ช่วยโค้ชชี่ พัฒนาความคิด ศักยภาพในการตัดสินใจ การรุดหน้าพัฒนาตนผ่านการได้รับ feedback และแสวงหาประสบการณ์การเรียนรู้ การปฏิบัติเช่นนี้ได้ โค้ชจึงจำเป็นต้องจัดระเบียบข้อมูลความ  คืบหน้าของโค้ชอย่างมีแบบแผน เพื่อให้สามารถทบทวนและกล่าวถึงความต่อเนื่องของการโค้ชแต่ละครั้งได้เสมอ

(C) Copyright – All rights reserved.

Official website, please click:

https://www.aclc-asia.com/coaching

ข้อมูลหลักสูตร Coaching:

https://www.aclc-asia.com/coaching

อบรมหลักสูตร Coaching

Official website, please click:

https://www.aclc-asia.com/coaching

ข้อมูลหลักสูตร Coaching:

https://www.aclc-asia.com/coaching

Print

Contact ีห:  (66) 2197 4588-9

Email: info@aclc-asia.com

Coaching คืออะไร

บทความโดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ในอดีต ศาสตร์และศิลป์ของการโค้ชยังไม่มีความชัดเจน ผสมผสานอยู่ในหมวดการบริหาร การเยียวยาทางสุขภาพ จิตวิทยา และอื่นๆ กว่าจะมาเป็นศาสตร์เฉพาะด้าน ก็ผ่านวิวัฒนาการและการค้นคว้าศึกษาต่างๆมาไม่น้อยเลย

การโค้ช (Coaching) หมายถึง การสนับสนุนและช่วยให้ผู้ได้รับการโค้ช มีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาในทางที่ดีขึ้น โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยใช้วิธีการเป็นคู่คิดในการเรียนรู้ พัฒนา เปลี่ยนแปลง ให้กับผู้ได้รับการโค้ช   การโค้ชใช้กระบวนการสนทนาที่สร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ เน้นไปที่อนาคต และการลงมือทำ

หลังจากการสนทนา  การโค้ช (Coaching) มีการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนบรรลุเป้าหมาย หรือจุดมุ่งหมาย ผ่านการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ และกระตุ้นให้ผู้ได้รับการโค้ช หรือโค้ชชี่มีแรงบันดาลใจ ในการนำศักยภาพในตนเองทั้งด้านส่วนตัวและในงาน ออกมาใช้สูงสุด  

โค้ชถามและฟังมากกว่าพูด

  • โค้ชถามเพื่อให้โค้ชเข้าใจโค้ชชี่ คำถามควรเป็นประโยชน์ในการช่วยให้โค้ชชี่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และตระหนักในศักยภาพของตน  หรือมีความชัดเจนมากขึ้น
  • ไม่ควรใช้การถามเน้นปัญหาหรือตอกย้ำอดีตที่แก้ไขไม่ได้ ควรถามเน้น Solutions ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  • คำถาม “Why” ควรหลีกเลี่ยง เพราะฟังดูแล้วเหมือน ถามกวนๆหรือไม่เชื่อใจ และนำการสนทนากลับไปที่ปัญหาและอดีต ถ้าอยากทราบว่าทำไมโค้ชชี่ทำแบบนั้น แทนที่จะถามว่า “ทำไมทำรายงานแบบนี้” หรือ “จะทำโครงการนี้ไปทำไม” อาจเปลี่ยนไปถามว่า “รายงานที่คุณทำ มีกระบวนการความคิดอย่างไร” “โครงการนี้ส่งผลอย่างไรต่อตัวคุณ”

กระตุ้นให้โค้ชชี่มีส่วนร่วม มีส่วนคิดให้มากที่สุด

  • พยายามให้โค้ชชี่ได้คิด ได้มีส่วนร่วมมากที่สุด โค้ชชี่ควรรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ที่เขาคิดออกมาว่าดีที่สุด เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขา ส่วนโค้ชรับผิดชอบกระบวนการโดยรวมของการเรียนรู้และติดตามผลตามแผนที่ตกลงกัน (Coach is responsible for the process. Coachee is responsible for learning the contents.)

การลงมือทำ

  • ในการอบรม (Training) เราเน้นการถ่ายทอดความรู้และทักษะให้ผู้เรียน (Knowledge and Skills Transfer) แต่การโค้ชเน้นการปฏิบัติ (Actions)
  • เมื่อตกลงในทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว แผนการเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ ควรเป็นตัวโค้ชชี่เองที่นำไปปฏิบัติอย่างมีกำหนดเวลาชัดเจน 
  • โค้ชช่วยกระตุ้นความคืบหน้า และแลกเปลี่ยน Feedback  เพื่อให้การพัฒนามีความต่อเนื่อง และโค้ชชี่บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผล

(C) Copyright – All rights reserved.

AcComm & Image International

Leadership Development Affiliate of Dr. Marshall Goldsmith in Thailand