Thailand Top Inlfuencer in Coaching – Interview by GM Magazine

Atchara Juicharern gave interview to GM Magazine as a Thailand Top Influencer in Coaching.

ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ ให้สัมภาษณ์ใน GM Magazine – Thailand Top Influencer 2018

Atchara Juicharern Thailand Top Influencer in CoachingAtchara Juicharern - Thailand Top Influencer in Coaching

Photo Credit: GM Magazine  (To read more)

***********************************************************************************

Official website, please click:  https://www.aclc-asia.com

ปั้นผู้จัดการเป็นผู้นำ ได้อย่างไร

Leadership Development

บทความ โดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารอธิบายความแตกต่างระหว่าง การเป็นผู้จัดการกับการเป็นผู้นำ มีทั้งคำอธิบายที่คล้ายกัน และมีรายละเอียดในมิติที่แตกต่างกันไป โดยรวมแล้ว การจัดการ (Management) เป็นการมุ่งไปที่ธุรกิจ การบริหารงานให้บรรลุผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ รวมไปถึงการวางแผน จัดการและควบคุมให้ระบบต่างๆเกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด

ภาวะผู้นำ (Leadership) มุ่งไปที่การเป็นผู้นำคนที่ดี การโน้มน้าวให้บุคลากรมีแรงบันดาลใจในการร่วมเดินทางสร้างความสำเร็จทั้งปัจจุบันและอนาคต ซึ่งในเส้นทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ต้องอาศัยความมุ่งมั่น และความมั่นใจของคน จึงจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างราบรื่น ผู้นำกำหนดวิสัยทัศน์ และใช้สไตล์การสื่อสารที่เข้าใจง่ายและโน้มน้าวใจ และหากมีบุคลากรจำนวนมาก ก็จะเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่หลากหลายและช่องทางที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

ถึงแม้ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำมักแนะนำว่า  “Lead First, Manage Second” (นำก่อน แล้วค่อยจัดการ) ในการเป็นผู้บริหารที่ประสิทธิผล ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราจำเป็นต้องใช้ความสามารถทั้งสองด้าน ทั้งการจัดการและภาวะผู้นำ  ผู้ที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้นำ มักเป็นผู้ที่ได้พิสูจน์ให้องค์กรเห็นมาแล้วว่ามีความสามารถในการจัดการได้ดี  ทว่าการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นผู้นำคนจำนวนมาก หรือมานำคนที่มีความสามารถมากขึ้น แต่ยังใช้การจัดการแบบเดิมๆ เช่นต้องการเป็นผู้ตัดสินใจเองทุกอย่าง เน้นลงรายละเอียดมากไป หรือต้องการบรรลุผลลัพธ์ของตนหรือหน่วยงานตน โดยมองข้ามผลที่จะเกิดขึ้นต่อองค์กรในภาพใหญ่ หรือในอนาคต ความสามารถในการบริหารจัดการที่เคยเป็นประโยชน์ อาจกลายมาเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จทั้งของตนเองและองค์กรได้

การปรับมุมมองและวิธีการคิดเพื่อเพิ่มความเป็นผู้นำ ขึ้นอยู่กับระดับการบริหารและบทบาทหน้าที่ในองค์กรด้วย หากจะกล่าวถึงผู้นำระดับสูง หรืออยู่ในตำแหน่งที่เป็นผู้นำองค์กร มีมิติการปรับที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

  • จากรู้ลึกมาเป็นรู้กว้าง จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจหลากหลาย มองภาพรวมและเข้าใจความเชื่อมโยงของทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เป็นกลไกสำคัญของธุรกิจ และมองออกว่าจะประเมินผู้นำในแต่ละหน่วยงานนั้นอย่างไรด้วย
  • จากผู้ลงมือก่อสร้าง มาเป็นผู้ออกแบบองค์กรที่จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
  • จากนักแก้ปัญหา มาเป็นผู้กำหนดปัญหาที่คนควรให้ความสำคัญ มองเห็นถึงโอกาสและสิ่งที่อาจเป็นภัยคุกคามความสำเร็จของธุรกิจ และกำหนดหัวข้อให้ทีมเห็นว่าเราควรจะเตรียมรับมือกับอะไร  รวมถึงอำนวยให้หน่วยงานต่างๆ ประสานความรู้และทรัพยากรระหว่างกันได้ เพื่อช่วยให้องค์กรแก้ไขปัญหาซับซ้อนต่างๆ ได้ดี
  • จากนักรบ มาเป็นนักการทูต จากที่เคยใช้เวลาไปกับการสร้างกองกำลังเพื่อชัยชนะ มาเป็นผู้ที่โน้มน้าวผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสร้างพันธมิตรให้มากขึ้น

     business-planning2

เราจะพัฒนาผู้จัดการให้มีภาวะผู้นำมากขึ้นได้อย่างไร

บางคนมีภาวะผู้นำติดตัวมา จึงพัฒนาได้เร็ว  แต่บางคนก็ต้องมาพัฒนาหรือเสริมประสบการณ์กันไป ใช้เวลาไม่เท่ากัน หากจะแบ่งเป็นช่วงเวลาในการพัฒนาให้เกิดความต่อเนื่อง มีแนวทางเช่น

เมื่อเล็งเห็นแวว  เมื่อพอเล็งเห็นว่าบุคคลนี้เป็นผู้มีแววดี มีศักยภาพความเป็นผู้นำ อาจเริ่มปูพื้นฐานให้มีประสบการณ์ในการร่วมปฏิบัติงานข้ามหน่วยงาน  มอบหมายให้ไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ ให้ได้เข้าไปร่วมทำงานในโครงการที่ท้าทายต่างๆ เช่น การพลิกสถานการณ์ธุรกิจ การยุบหน่วยงาน หรือการขยายธุรกิจ จัดระบบให้มีโค้ชภายในหรือจากภายนอกองค์กร ช่วยกระตุ้นและติดตามการเรียนรู้

เมื่อมีผลงานชัดเจน  เมื่อบุคคลนี้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน ขยับขยายให้เขาหรือเธอไปสู่ตำแหน่งที่ได้มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับผู้ลงทุน สื่อมวลชน ลูกค้าคนสำคัญขององค์กร ให้ได้ร่วมงานใกล้ชิดกับผู้นำองค์กรที่มีประสบการณ์สูง หรือให้ได้เป็นผู้นำโครงการการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ต้องใช้ความสามารถในการสื่อสาร การโน้มน้าว ความเป็นนักการทูต  หากขาดทักษะการสื่อสาร เป็นโอกาสเหมาะในการให้การอบรม เพราเขาหรือเธอจะได้ประยุกต์ใช้ได้ทันที

การสนับสนุนด้านทีมงาน การคัดสรรทีมงานที่ดีให้มือใหม่ ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจได้เช่นกัน เช่นทีมงานที่มีความสามารถ มีความมุ่งมั่น และกล้าแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์  การส่งเสริมกิจกรรมที่เสริมความไว้วางใจ ทำให้ “รู้เขา รู้เรา” ก็จะช่วยให้การปรับตัวเข้าสู่ตำแหน่งใหม่สำเร็จได้เร็วขึ้น

ก่อนขึ้นเขียง  ก่อนจะขึ้นรับตำแหน่งสำคัญจริงๆ เปิดโอกาสให้บุคคลนี้ได้เข้าโปรแกรมการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง เปิดโอกาสให้มีโค้ชและมีที่ปรึกษาที่เขาหรือเธอไว้วางใจ  การเข้าสู่โปรแกรมรูปแบบนี้ดีต่อการปรับตัวและการสร้างเครือข่ายสัมพันธ์ในสังคมธุรกิจอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม บางครั้งเราจะได้ยินจากผู้จัดการบางท่านบ่นว่า “ทำไมให้ฉันไปทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ งานปัจจุบันก็ยุ่งอยู่แล้ว” หรือ “ผมได้รับเชิญไปเข้าหลักสูตรนี้ทำไม ไม่เห็นเกี่ยวกับงานของผม”  ตามมาด้วยการโดดร่ม

ปัญหาเช่นนี้พอจะคลี่คลายได้ โดย หนึ่ง ผู้จัดหาโปรแกรมการพัฒนา ควรสรรหาโปรแกรมที่นำไปใช้ได้จริงในการทำงาน (Practical)  มีกระบวนการเรียนรู้และเครื่องมือที่เข้าใจง่าย (Simple)

สองคือ ผู้บริหารของเขาเอง จำเป็นต้องสื่อสารอย่างชัดเจนถึงความสำคัญในการเข้าร่วมโปรแกรม และท้ายสุด อยู่ที่ตัวของผู้จัดการเองว่า จะเปิดรับโอกาสที่ได้รับ หรือจะปล่อยโอกาสนั้นไป

***********************

AcComm & Image International

Official website, please click http://www.aclc-asia.com

 

 

พัฒนาภาวะผู้นำ

Official website, please click: www.aclc-asia.com

ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

บทความโดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ดร.มาแชล โกลด์สมิท (Dr. Marshall Goldsmith) ได้ระบุสมรรถนะที่สำคัญของผู้นำแห่งอนาคตที่มีประสิทธิผล หนึ่งในนั้นคือ มีความรอบรู้ถึงผลกระทบทั้งด้านบวกและลบของเทคโนโลยี  วิวัฒนาการของเทคโนโลยีส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรอบๆตัวเรา  

บริษัทการ์ทเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำนายแนวโน้มของผลกระทบจากธุรกิจดิจิตอล ที่จะเกิดขึ้นในปี 2017 และหลังจากนั้นว่า ภายในปี 2020 ผู้บริโภคกว่าร้อยล้านคน จะซื้อสินค้า ด้วยระบบ Augmented Reality (AR) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ผสานเอาโลกแห่งความเป็นจริง (Real) เข้ากับโลกเสมือน (Virtual) ซึ่งช่วยให้ภาพที่เห็นในจอภาพกลายเป็นวัตถุสามมิติ ลอยอยู่เหนือพื้นผิวจริง   นอกจากนั้น 30% ของการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ จะเป็นแบบใช้เสียง โดยไม่ต้องใช้จอและการพิมพ์ข้อมูลใส่เข้าไป ภายในปี 2020

ในด้านองค์กร เขาได้ทำนายว่า อาจมีบุคลากรถึงสามล้านคน ที่จะมีหัวหน้าสั่งการเป็นหุ่นยนต์   45% ของบริษัทที่โตเร็วที่สุดจะมีจำนวนบุคลากรน้อยกว่าจักรกลอัจฉริยะ (เครดิตข้อมูลจาก Gartner, Inc. และ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.gartner.com)

วิวัฒนาการต่างๆนี้ ส่งผลดีกับธุรกิจไม่น้อย ในขณะเดียวกัน ก็ส่งผลต่อบางอาชีพ หรือบางตำแหน่งในองค์กร ในปี 2013 มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ได้ทำการศึกษาที่น่าสนใจ เกี่ยวกับอาชีพที่มีความเสี่ยงมากและน้อย ต่อแนวโน้มที่จะทดแทนได้โดยวิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) และ จักรกลอัตโนมัติ (Automation) อาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เช่น แคชเชียร์ คนขายหน้าร้าน ผู้บริการขายอาหารหน้าร้าน  ส่วนอาชีพที่ใช้ข้อมูลความรู้ในการทำงาน เช่น นายหน้าประกัน ไปจนถึงผู้ช่วยผู้บริหาร (Executive Assistants) ก็เป็นอาชีพที่มีแนวโน้มจะถูกทดแทนได้  (ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.icfcoachingworld.com – November 2016)

อาชีพที่มีความเสี่ยงน้อย คือ พยาบาล ครู นักจิตวิทยา นักวิทยาศาสตร์ หรืออาชีพที่จำเป็นต้องใช้ทักษะด้านคน การเข้าใจคน การโน้มน้าวคน ทักษะระหว่างบุคคล ความฉลาดทางสังคม (Social Intelligence) รวมถึงทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์   

การเปลี่ยนแปลงใดๆก็แล้วแต่ หากเราปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง เราก็จะยืนหยัดได้อย่างเป็นสุข ดังที่มีคำพูดว่า ถึงแม้เราเปลี่ยนทิศทางลมไม่ได้ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนใบเรือและการเดินเรือของเราได้  

ย้อนกลับมามองด้านการบริหารคน หากเราเป็นหัวหน้าที่ใช้การสั่งงานอย่างเดียว ที่หุ่นยนต์ก็ทำได้ และขาดทักษะระหว่างบุคคล ขาดความเข้าใจในตัวลูกน้อง ตำแหน่งของเราอาจเป็นอีกหนึ่งที่เสี่ยงต่อการโดนทดแทนก็เป็นได้ น่าคิดนะคะ

***************************************

อบรมภาวะผู้นำ

อบรมภาวะผู้นำ  – Leadership Development 

อบรมภาวะผู้นำ

หลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นำ  ผู้บริหาร และผู้จัดการ ของเรา ได้รับการยอมรับให้บรรจุเป็นหลักสูตรประจำหรือบังคับ (Compulsory Program) โดยองค์กรชั้นนำ และองค์กรที่ได้รับรางวัลต่างๆมากมาย

รายละเอียดหลักสูตร (Click)

และข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ 02 197 4588 -9

Email. info@aclc-asia.com

http://www.aclc-asia.com

ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

อบรมภาวะผู้นำ พัฒนาภาวะผู้นำ

รายละเอียดหลักสูตร ภาวะผู้นำ กรุณาคลิ๊ก:  www.aclc-asia.com

พัฒนาภาวะผู้นำ 

บทความ โดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ 

หนึ่งในความหมายของ “ภาวะผู้นำ” คือความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง โดยสร้างแรงบันดาลใจได้ และนำให้พวกเขาสามารถบรรลุผลลัพธ์ของงานและองค์กรได้   “การพัฒนาภาวะผู้นำ”  จึงเป็นเรื่องที่องค์กรให้ความสำคัญอันดับแรกๆ มาตลอด ภาวะผู้นำ สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ อย่างไรก็ตามหลากหลายองค์กร ก็ยังไม่พอใจกับประสิทธิผลของการพัฒนาในด้านนี้มากนัก อีกทั้งเห็นว่า เมื่อส่งคนไปเข้าอบรมแล้ว ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือบางคนก็ดีขึ้นพักเดียว และกลับไปเหมือนเดิม

อบรมภาวะผู้นำ โดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

การอบรมภาวะผู้นำสองสามวัน อาจช่วยให้คนได้รับความรู้ถึงบทบาทหน้าที่และคุณสมบัติที่ดี (Know How) อย่างไรก็ตาม การที่จะบอกว่า คนๆหนึ่ง มีภาวะผู้นำหรือไม่ ผู้ที่บอกได้ดีที่สุด ไม่ใช่ผู้สอนในการอบรม ไม่ใช่ตัวผู้เรียนเอง แต่คือผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ตามของคนๆนั้นในการทำงานจริง  หมายถึงว่า เขาได้ลงมือปฏิบัติ หรือเปลี่ยนแปลง พัฒนาภาวะผู้นำของตนเอง (Show How) ให้เป็นที่ประจักษ์ในการนำผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาได้ด้วย

ดร.มาแชล โกลด์สมิท (Dr. Marshall Goldsmith) โค้ชผู้บริหารและภาวะผู้นำระดับโลก ได้ศึกษาการพัฒนาภาวะผู้นำขององค์กรยักษ์ใหญ่แปดองค์กรด้วยกัน ห้าในแปดองค์กรเน้นไปที่กลุ่มผู้นำที่มีศักยภาพสูง มีผู้เข้าร่วมการพัฒนาประมาณ 73 – 354 คน อีกสามองค์กรได้รวมผู้บริหารและผู้จัดการทั้งระดับกลางและระดับสูงในองค์กรเกือบทั้งหมด ประมาณ 1,528 ถึง 6,478 คน  ในด้านความหลากหลายของเชื้อชาติ มีเพียงองค์กรเดียวที่เป็นผู้บริหารชาวอเมริกันทั้งหมด นอกนั้นเป็นองค์กรที่รวมผู้บริหารและผู้จัดการจากประเทศต่างๆ เข้ามาร่วมในการพัฒนาด้วย  ดร. มาแชล โกลด์สมิท ต้องการค้นหาว่า อะไรที่จะช่วยให้การพัฒนาภาวะผู้นำมีประสิทธิผล และทำให้พฤติกรรมผู้นำมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

สิ่งที่องค์กรเหล่านี้มีคล้ายกันคือ ก่อนการพัฒนา ได้มีการศึกษาล่วงหน้า ว่าผู้นำในองค์กรจะเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง ท่ามกลางการเติบโตหรือการแข่งขันของธุรกิจ มีการระบุออกมาก่อนว่า รูปแบบและพฤติกรรมผู้นำที่องค์กรต้องการเป็นอย่างไร และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรหรือไม่ จากนั้นปรับใช้รูปแบบและพฤติกรรมนี้เป็นแบบประเมิน 360 องศา เพื่อให้ผู้เข้ารับการพัฒนา ได้รับการประเมิน 360 องศา จากคนรอบตัว หลังจากนั้นให้แต่ละคนระบุด้านที่ตนเองควรโฟกัสในการพัฒนา แต่ละองค์กรมีรูปแบบการอบรม และการติดตามผลที่ต่างกันไป

Marshall Goldsmith and Atchara Juicharern

Dr. Marshall Goldsmith and Dr. Atchara Juicharern

 

 

 

 

ดร.มาแชล โกลด์สมิท (Dr. Marshall Goldsmith) ได้ศึกษาวิธีการพัฒนาภาวะผู้นำที่มีประสิทธิผล เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุน และช่วยให้พฤติกรรมผู้นำในองค์กรมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างยั่งยืน สามบทเรียน จากผลการศึกษาครั้งนี้คือ

 

หนึ่ง การติดตามผลที่ถูกต้องมีความสำคัญ แปดองค์กรยักษ์ที่เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้ มีรูปแบบการอบรมที่ถึงแม้จะแตกต่างกัน แต่มีการกระตุ้นการติดตามผลที่เป็นระบบ เช่น องค์กรด้านธุรกิจการเงินแห่งหนึ่ง หลังจากการอบรมภาวะผู้นำ 5 วัน จัดให้ผู้จัดการแต่ละคนได้รับการโค้ชจากหน่วยงานบริหารทรัพยากรมนุษย์ ส่วนอีกที่ เป็นธุรกิจเภสัชภัณฑ์และสุขภาพ  ผู้เข้าร่วมอบรมมีตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง และผู้จัดการรวมกว่าสองพันคน มีการอบรมภาวะผู้นำ หนึ่งวันครึ่ง จากนั้นมีที่ปรึกษาจากภายนอกมาช่วยกระตุ้นและติดตามผล

เนื่องจากภาวะผู้นำ เป็นเรื่องของสัมพันธภาพระหว่างผู้นำกับผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน ทุกองค์กรที่เข้าร่วมจึงมีการสนับสนุนให้ผู้เข้าอบรมทุกคนได้ติดตามผลด้วยตนเอง โดยการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา ประมาณ 3 ถึง 16 คน เพื่อขอคำแนะนำดีๆ และจากนั้นมีการกลับไปถามความคืบหน้า ว่าพวกเขาสังเกตเห็นได้ถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ผู้เข้าอบรมเหล่านี้ตั้งใจหรือไม่ แต่ก็ไม่ใช่ผู้เข้าอบรมทุกคนที่ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวนี้

ทีมศึกษาของ ดร.มาแชล โกลด์สมิท ได้สำรวจความเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานของผู้เข้าอบรม 11,480 คน ในช่วง 3 ถึง 12 เดือน หลังจากการอบรม รวมแล้วกว่า 86,000 คำตอบที่ได้รับ ผลที่ออกมาคือ ผู้เข้าอบรมที่ติดตามผลกับเพื่อนร่วมงานดังที่กล่าวมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป อเมริกา หรือเอเชีย ได้รับการประเมินว่า การพัฒนาของพวกเขามีประสิทธิผล หรือมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี  ส่วนกลุ่มที่ไม่ติดตามผลดังกล่าวนี้ ได้รับการประเมินว่าติดลบ และไม่ค่อยมีประสิทธิผลในการพัฒนา

บทเรียนที่สอง คือ การศึกษานี้พบว่าไม่ว่าจะเป็นโค้ชมืออาชีพที่ว่าจ้างมาจากภายนอกองค์กร หรือเป็นคนในองค์กรเอง ช่วยกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกได้เหมือนๆกัน หากเป็นโค้ชในองค์กร ประเด็นที่ต้องระวังคือ การรักษาความลับ และการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ที่ทำหน้าที่โค้ช

บทเรียน ที่สาม การเรียนรู้จากการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง มีความสำคัญมาก มีองค์กรในกลุ่มศึกษานี้ ใช้การเรียนรู้ดังกล่าว โดยปราศจากรูปแบบอบรมที่เป็นทางการ ปรากฏว่า มีผลการพัฒนาที่ดีมากได้เช่นกัน

หากองค์กรของท่านกำลังการพัฒนาภาวะผู้นำ ให้ผู้บริหารและผู้จัดการในองค์กร หากนำวิธีการนี้มาปรับใช้ ดิฉันเชื่อว่าท่านจะได้รับประโยชน์ไม่น้อยเลย

AcComm Group

Official website:  www.aclc-asia.com