การโค้ช เป็นเรื่องใกล้ตัว

Gardening
เมื่อเร็วๆ นี้ ดิฉันได้มีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์กับทีมวิจัย (Global Research) ขององค์กรสากลแห่งหนึ่ง ในเรื่องการโค้ช และมีคำถามที่ตรงกับที่มีคนถามดิฉันบ่อยๆ นั่นคือ การสนทนาในการโค้ชแตกต่างอย่างไร คำตอบที่ให้ทีมวิจัยไป ดิฉันตอบไว้สั้นๆ
แต่ใน blog วันนี้ ดิฉันขอตอบแบบยาวๆ และเล่าเรื่องสามี ภรรยา คู่หนึ่ง เป็นการยกตัวอย่างไปด้วย 

สามีภรรยาคู่นี้ เพิ่งจะย้ายมาซื้อบ้านใหม่ที่มีพื้นที่สวนหน้าบ้านกว้างขวาง สามีอยากให้รื้อพื้นหญ้าออก และปูใหม่ด้วยกระเบื้อง และปลูกต้นไม้สูงๆที่ริมรั้ว แต่ภรรยาต้องการให้เก็บพื้นหญ้าสีเขียวไว้ อีกทั้งอยากทำไม้ระแนงริมรั้ว เพื่อเป็นแนวไม้เลื้อย ทั้งคู่ถกเถียงกันด้วยการยกเหตุผล (What หรือ อะไร) ที่ทำให้ความคิดตนเองจึงดีกว่า เช่น อะไรคุ้มกว่า หรืออะไรทนกว่า อะไรสวยกว่า …..

การเห็นไม่ตรงกันเรื่องสวน ทำให้เกิดความตึงเครียด เพราะสามีก็เหนื่อยจากงาน และภรรยาก็เหนื่อยด้วยภาระอารมณ์ที่แต่ละวันต้องรับมือกับลูกค้าหลากหลาย คำพูดสุดท้ายที่ต่างคนต่างทิ้งไว้คือ

ภรรยา “ใช่สิ เพราะคุณเป็นเจ้าของเงิน คุณจึงอยากทำอะไร ก็ทำได้”

สามี “ผู้หญิงชอบประชดประชัน เอาแต่ใจ ใช้แต่อารมณ์ ไม่ฟังเหตุผล

หากเราเป็นคนนอก และอ่านเรื่องนี้ คงจะตอบได้ง่ายๆ ว่า สามีก็น่าจะยอมๆ ภรรยาไป หรือภรรยาน่าจะทำตามสามี เพราะเขาเป็นคนผ่อนบ้าน หรือเถียงกันไปเถียงกันมาก็มีคนนึงต้องยอมไปเอง
แต่ทว่าสามีและภรรยาคู่นี้ อยู่ใกล้ชิดติดกำแพงแบบหลังชนฝา หรือชิดกับสถานการณ์นี้เกินกว่าที่จะมองเห็นประตูทางออก หรือหากมีคนใดคนหนี่งที่ยอมๆไป จะทิ้งลอยแผลความรู้สึกอะไรไว้หรือไม่ เราไม่ทราบได้ สวนที่น่าจะเต็มไปด้วยความสุข อาจกลายเป็นการสวนกลับด้วยอารมณ์ด้านลบ และสวนไปสวนมาด้วยคำพูดทำร้ายกัน

 

Background

สามีทำงานในตำแหน่งผู้บริหารและด้วยลักษณะงาน ทำให้ต้องเป็นผู้ตัดสินใจในทุกๆเรื่องๆ เพื่อความรวดเร็ว การงานที่เครียดอยู่แล้ว เมื่อกลับมาบ้านจึงไม่อยากมานั่งเถียงกับภรรยา และยื่นคำขาดว่า รูปแบบสวนควรเป็นแบบที่เขาบอก “จบนะ ไม่งั้นผมไม่จ่าย

ภรรยา เป็นพนักงานในบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง ทำหน้าที่ดูแลลูกค้าคนสำคัญที่ต้องได้รับบริการที่ดีเลิศ และงานที่ทำ จำเป็นต้องทำตามที่หัวหน้าและลูกค้าสั่ง เพราะนั่นคือหน้าที่และบทบาทตาม Job Description

 

การสนทนาของทั้งคู่ เป็นการโฟกัสไปที่ “What” ไม่ใช่ “Who”

ในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นงานหรือชีวิตส่วนตัว สิ่งแวดล้อมต่างๆทำให้เรารีบเร่ง จนทำให้เราคิดเพียง “What อะไร” จะทำอะไร และอะไร และอะไรต่อไปจนบางครั้งทำให้เราลืมไปว่า เราอยู่กับใคร หรือกำลังคุยกับ “Who ใคร“และเขาหรือเธอ คิดและรู้สึกอย่างไร เขามีความหมายต่อเราอย่างไร “Who ใคร” คนนี้เป็นมากกว่าสิ่งของ เพราะเขาหรือเธอมีความรู้สึก มีชีวิตจิตใจ และมีมากกว่าที่เราเห็นด้วยตา และมากกว่าคำพูดที่เราได้ยินผ่านเสียงทุ้มเสียงแหลม เสียงกระชากหรือประชดประชันที่ออกมา

 

ในการโค้ชก็เช่นกัน ในการสัมภาษณ์หลายๆครั้ง ที่มีผู้ถามดิฉันว่า การสนทนาในการโค้ช มีอะไรที่แตกต่าง นี่คือเรื่องนึงที่แตกต่างจากหลายๆเรื่อง นั่นคือ การสนทนาในการโค้ชมักเริ่มที่ “Who” ไม่ใช่ “What”
ในการโค้ชผู้ใต้บังคับบัญชา ก็เช่นกัน เรามักขึ้นด้วย “What” จะทำอะไรและอะไร และรู้ว่าแล้วจะทำอะไร  อะไรต้องทำก่อน อะไรต้องทำหลัง    เพราะความรีบเร่งต่างๆ และโดยเรายังไม่เข้าใจและถ่องแท้ใน “Who” ทำให้เส้นทางการโค้ชไม่ราบรื่น Trust ค่อยๆจืดจางไป การสนทนายิ่งคุย ยิ่งห่างเหิน มากกว่ายิ่งชัดเจน และให้ใจ

ในมุมของสามี หากลองสนใจในตัวภรรยา ลองเริ่มต้นที่ “Who” จะสามารถเข้าไปถึงในใจเธอได้ว่า ในที่ทำงาน ภรรยาของเขา แทบไม่มีโอกาสได้เลือกอะไรเลย เป็นคนที่ต้องรับและทำตามคำสั่ง เมื่อเธอกลับบ้าน ย่อมอยากจะมีตัวตน มีที่ๆเธอได้รับความสำคัญ และหวังว่าสามีจะมองเห็นว่าทำไม ถึงแม้เธอจะไม่สามารถระบุเป็นคำพูดให้เขาเข้าใจได้  “เรื่องของสวน เรื่องข้าวของในบ้าน ขอให้ฉันได้เลือกบ้าง”

ในมุมของภรรยา หากลองสนใจในสามีที่ “Who” จะเข้าไปในใจเขาได้ว่า งานการที่ยุ่งเหยิงในแต่ละวัน ทำให้เขาคุ้นกับความคิดว่า ถ้าไม่ตัดสินใจ ก็จะดูเหมือนคนที่ไม่รับผิดชอบในหน้าที่ ระบบการคิดของเขาเป็นอัตโนมัติ เหมือนกดปุ่มแล้วเครื่องก็เดิน  การได้ตัดสินใจคือการทำหน้าที่ในการคุ้มครอง รักษาผลประโยชน์ของครอบครัว เมื่อเขายกเหตุผลปกป้องการตัดสินใจตนเอง แทนที่จะยกเหตุผลมาหักล้าง ก็จะหันมาโฟกัสที่ “Who” เช่น
“ฉันเข้าใจว่า คุณอยากให้เราได้สิ่งที่ดีที่สุด  อย่างไรก็ตามเพื่อลดภาระการตัดสินใจที่คุณแบกไว้มากมาย เรื่องในบ้านอยากให้คุณไว้ใจและปล่อยให้ฉัน ซึ่งเป็นคนที่ อันที่จริงแล้วคุณอยากให้มีความสุข ได้เป็นคนทำก็แล้วกัน คุณคิดอย่างไร”

การสนทนาในการโค้ช อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราใช้ได้กับชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว เพราะนอกจากจะทำให้ตัวเรามีความสุขมากขึ้น คนรอบข้างก็มีความสุข และเมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเขายังขยายพลังความสุขนั้นมากลับมาหาเราอีกด้วย สังคมน่าจะน่าอยู่มากขึ้นอีก หากเราหันมาเข้าใจทั้งผู้อื่นและตนเองอีกสักนิด เพื่อให้สิ่งที่ตามมาเป็น อะไร อะไร  และอะไร  ที่ไม่ทำร้ายและทำลายกัน  แต่เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์สำหรับทุกฝ่ายค่ะ

เขียนโดย อัจฉรา จุ้ยเจริญ 
Atchara Juicharern
                                **********************************

 

คู่มือการโค้ช เพื่อผู้นำยุคใหม่ หนังสือการโค้ชที่ได้รับคำนิยมจาก Dr. Marshall Goldsmith

คู่มือการโค้ช เพื่อผู้นำยุคใหม่ โดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ Foreword by Marshall Goldsmith

ติดต่อซื้อได้ที่ บริษัทแอคคอมแอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล  คุณอลิชา ที่เบอร์โทร 02 197 4588-9

 

Atchara Juicharern in GM Magazine - interview

(Credit: GM Magazine สัมภาษณ์ ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ ผู้เขียนหนังสือ คู่มือการโค้ช เพื่อผู้นำยุคใหม่ “Leader as Coach”)

คู่มือการโค้ช เพื่อผู้นำยุคใหม่ “Leader as Coach”  เทคนิคและทักษะที่สำคัญในการเป็นผู้บริหารและผู้จัดการนักโค้ช เริ่มตั้งแต่การโค้ชตนเอง การโค้ชผู้อื่น  การโค้ชแบบทีมและกลุ่ม และการสร้างวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กร เขียนโดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

  • โค้ชผู้บริหารที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์โค้ชนานาชาติ (ICF – International Coach Federation) ในระดับ PCC 
  • ผู้พัฒนาหลักสูตรการโค้ชที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโดย ICF (ACSTH and CCE)
  • Columnist หนังสือพิมพ์ Post Today “ASEAN การบริหารคนบนความต่าง”

หาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือติดต่อซื้อได้ที่ บริษัทแอคคอมแอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล โทร 02 197 4588-9

Official website, please click:

  https://www.aclc-asia.com/coaching

ข้อมูลหลักสูตร Coaching:

https://www.aclc-asia.com/coaching

เรียนการโค้ชที่ไหนดีที่สุด

Official website, please click:

  https://www.aclc-asia.com/coaching

ข้อมูลหลักสูตร Coaching:

https://www.aclc-asia.com/coaching

Time

บทความโดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ

เราทราบดีอยู่ว่า การสนทนาในการโค้ชเน้นการถาม อย่างไรก็ตาม การถามอย่างเดียวอาจไม่ได้เหมาะกับโค้ชชี่ทุกคน ดิฉันเชื่อว่า การหารูปแบบการโค้ชที่เหมาะสมกับบริบทและคุณลักษณะของโค้ชชี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เช่นการเรียนรู้จากเรื่องราวหรือตัวอย่างดีๆ อีกประการคือ การที่จะโค้ชเก่ง โค้ชก็ควรศึกษาและเรียนรู้กระบวนการต่างๆ ที่สร้างสรรค์อยู่เสมอ เพื่อให้มีวิธีการหลายหลายสำหรับวัตุประสงค์ในการโค้ชที่มีความแตกต่างกัน

โดยธรรมชาติ สมองคนเราเข้าใจ Story ได้เร็วอยู่แล้ว การเชื่อมโยงกับเรื่องราวได้เร็ว ทำให้เกิดความชัดเจน และการอยากลงมือปฏิบัติ อีกทั้งความรู้สึกร่วม ที่ช่วยในการจดจำ

วันนี้เลยอยากยกตัวอย่างเรื่องราวการโค้ชที่ดิฉันมองว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดตัวอย่างหนึ่ง หรือเป็นการสื่อถึงการโค้ชที่สร้างสรรค์ ตัวอย่างดังกล่าวเป็นเรื่องราวของผู้บริหารท่านหนึ่งคือ “มาร์ค” ที่กำลังโค้ชลูกสาวของตนเอง “แจ็กกี้” เพื่อให้ลูกสาวเป็นผู้นำที่ดี และบริหารจัดการภารกิจต่างๆ ที่ล้นมือในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างดีๆนี้ มาจากหนังสือชื่อ Juggling Elephants เป็นหนังสือติดอันดับขายดี เขียนโดย Jones Loflin และ Todd Musig คำว่า Juggling หมายถึงการเลี้ยงสิ่งของไว้ในอากาศ โดยโยนสิ่งของสอง สาม หรือสี่ ขึ้นไป นั่นเพราะเรามีเพียงสองมือ เราถือทุกอย่างไว้ไม่ได้  บางอย่างตกลงมาบนมือ บางอย่างถูกส่งลอยขึ้นไป เราไม่อยากให้อะไรตกลงมาที่พื้นเพราะจะเกิดความเสียหายได้ เหมือนที่เราเคยเห็นการละเล่นแบบนี้ในหนัง คนเล่นโยนเลี้ยงลูกบอลหลายลูกไว้ได้ และไม่ให้ลูกใดตกลงพื้น

สิ่งที่แจ็กกี้กำลังเผชิญคือ ปัญหากับการรับมือกับหน้าที่การงานที่ถาถมเข้ามา และยังมีเรื่องส่วนตัวอีก เธอกังวลว่า ตนเองจะรับมือไม่ไหวแล้ว เธอไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์ Juggling เข้าแล้ว เธอจึงมาขอคำปรึกษาจากคุณพ่อ ทว่าคุณพ่อ “มาร์ค” ไม่ได้ให้คำตอบตรงๆ แต่ใช้การแบ่งปันเรื่องราวของหัวหน้าหรือผู้นำของเวทีละครสัตว์ ที่เราเรียกว่า “Ring Master” ในเรื่องนี้ เขาคือ วิคเตอร์ ผู้นำหรือผู้ควบคุมการแสดงละครสัตว์ที่ยิ่งใหญ่อันประกอบไปด้วยการแสดงมากมาย

หากเรานึกถึงการแสดงละครสัตว์ จะเห็นว่า การแสดงมีหลายเวที เช่นการแสดงกายกรรมผาดโผน   การแสดงตลก และการแสดงของสัตว์ต่างๆเช่น เสือ สิงค์โต ช้าง เป็นต้น ที่สำคัญคือ การแสดงทุกๆเวที เกิดขึ้นพร้อมๆกัน และเป้าหมายของการแสดงทั้งหมดคือผู้ชมต้องชื่นชอบติดใจในทุกเวที และพากันมาดูการแสดงอีก การแสดงทุกเวทีจะต้องไม่มีอะไรพลาด ไม่มีอะไรผิดคิว

แต่ไม่ว่าจะแสดงพร้อมกันสามวง หรือห้าวง เราก็มี Ring Master เพียงคนเดียว! และเขาคือคนที่นอกจากจะแน่ใจว่า ทุกวงมีความสำเร็จในการแสดงและได้รับเสียงปรบมือที่ดังลั่นแล้ว เขายังต้องเป็นผู้ไปเปิดการแสดงแต่ละชุด เมื่อมีการแสดงชุดใหม่ออกมา ในแต่ละเวทีอีกด้วย

อืม!….แล้ววิคเตอร์ทำอย่างไร เขาจึงเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม

สิ่งที่มาร์คถ่ายทอดให้แจ็กกี้ได้เรียนรู้ คือสิ่งที่มาร์คเองได้เคยเรียนรู้จากการนำละครสัตว์ของวิคเตอร์ ผู้ที่เป็น Ring Master หรือผู้ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำของละครสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ แท้จริงแล้ว มาร์คเองก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์ Juggling Elephants เช่นเดียวกัน แต่บังเอิญได้มาพบกับวิคเตอร์ และโดยไม่ได้ตั้งใจหรือนัดหมายใดๆ วิคเตอร์กลายเป็นคนที่มาร์คแวะมาพบบ่อยๆ จนเรียกได้ว่ามาร์คยกให้วิคเตอร์เป็นโค้ชไปโดยปริยาย วิคเตอร์ทำให้มาร์คเกิดปัญญา (Insights) และผ่านพ้นช่วงวิกฤตของชีวิตมาได้ มาร์คค่อยๆเล่าเรื่องของวิคเตอร์ให้แจ็กกี้ฟังครั้งละนิดหน่อย และให้แจ็กกี้ได้สะท้อนถึงเรื่องราวตนเอง ปรับเปลี่ยนมุมมองและวางแผนทุกสิ่งอย่างใหม่ สิ่งที่แจ็กกี้ได้เรียนรู้สรุปได้ดังนี้คือ…..

ทุกเวทีสำคัญไม่แพ้กัน

มาร์คได้เรียนรู้จากการพูดคุยกับวิคเตอร์ระหว่างดูการแสดงละครสัตว์ว่า ที่จริงแล้วทุกๆเวทีมีความสำคัญเท่าๆกัน เปรียบเหมือนสามวงในชีวิต คือหนึ่งเรื่องงาน สองเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบๆตัวเรา  และสามเรื่องการพัฒนาและดูแลตนเอง ที่รวมทั้งร่างกายและจิตใจ  หากวงใดวงหนึ่งมีปัญหา ก็จะกระทบอีกวงได้ในระยะสั้นหรือระยะยาว ทุกวงมีผลต่อกันและกัน ดังนั้น ผู้นำที่ดีควรใส่ใจกับทั้งสามวงอย่างสมดุล

การ Juggle Elephants เปรียบเสมือนภารกิจ หรือสิ่งที่อยู่ในความดูแลของเรา ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆกัน ทุกเวทีสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้น ทั้งผู้นำและทีมนักแสดงจำเป็นต้องเข้าใจตรงกันก่อน ว่าเป้าหมายคืออะไร วิคเตอร์ให้เวลาในการสื่อสารเป้าหมายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน จากนั้นการ “เลือกจะทำอะไร และไม่ทำอะไร” และการจัดลำดับความสำคัญ คือสิ่งที่ตามมา และเมื่อทีมเข้าใจเป้าหมาย พวกเขาก็ช่วยวิคเตอร์ได้มาก เพราะการตัดสินใจในการจัดลำดับความสำคัญของเราจะไปในทิศทางเดียวกัน

การวางแผน ว่าอะไรควรอยู่ในแต่ละวง และควรตัดออกไป เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะถ้าเราใส่ทุอย่างเข้าไป เราคงรับมือไม่ไหว และจากนั้น จัดการแสดงต่างๆ ที่เลือกแล้วเข้าในแต่ละวง มั่นใจว่าการแสดงที่เลือกเข้ามานั้น ช่วยส่งเสริม เติมเต็มและสอดคล้องกับเป้าหมายของละครสัตว์ ผู้นำเข้าไปทบทวนกิจกรรมและรายละเอียดของการแสดงนั้นๆ บางครั้ง หลังจากทบทวน ก็จำเป็นต้องใส่การปฏิบัติบางอย่างเพิ่มลงไปในวงนั้น เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ เช่นให้เวลาพูดคุยกับนักแสดงบางคนตัวต่อตัวเพิ่มขึ้น

ความใส่ใจในแต่ละเวที ระหว่างการแสดง

อย่างที่เกริ่นแล้วว่า โดยปกติละครสัตว์จะมีหัวหน้าการแสดงเพียงคนเดียว แต่หัวหน้าไม่สามารถอยู่ในสามเวทีได้ในเวลาเดียวกัน จริงไหม? ดังนั้น กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของการแสดงคือ มีการแสดงที่มีคุณภาพในทุกๆเวที ไม่ว่าหัวหน้าจะอยู่ที่นั่นหรือไม่ และหัวหน้ารู้ว่าจะไปอยู่ที่เวทีใด ในเวลาใด และจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกว่าจะมุ่งความสนใจไปยังการแสดงใดในขณะนั้น

“เมื่อฉันอยู่ในเวทีใด ฉันใส่ใจในเวทีนั้นอย่างเต็มที่ และเมื่อถึงเวลาต้องย้ายไปดูแลเวทีอื่น ฉันต้องปรับตัวเพื่อจะเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว” คำพูดนี้ของวิคเตอร์ สื่อให้เห็นว่า ผู้นำที่ดีรู้ว่าตนเองทำอะไรอยู่ สามารถมีโฟกัส และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างมีวุฒิภาวะทางอารมณ์

 นักแสดง

นักแสดงก็เปรียบเสมือนบุคลากรในทีมงานของเรา ความสัมพันธ์ระหว่างนักแสดงทุกคนกับหัวหน้าละครสัตว์สำคัญมากต่อความสำเร็จ นักแสดงทุกคนจำเป็นต้องทำหน้าที่อย่างถูกต้อง ถูกเวลา เพื่อให้ละครสัตว์ โดยรวมปรากฏออกมาอย่างสำเร็จ

นักแสดงทุกคนสำคัญ และควรต้องปฏิบัติหน้าที่จากต้นจนจบอย่างเต็มที่ (fully engaged) เพื่อให้ทั้งทีมสำเร็จ แต่การทำให้นักแสดงรู้สึกเต็มที่กับงานตั้งแต่ต้นจนจบอย่างมีความสุข มาจากการที่หัวหน้าเองควรรู้จักและทำความเข้าใจนักแสดงคนนั้น เพื่อจะได้ทราบว่าจะสร้างแรงจูงใจให้เขาอย่างไร วิคเตอร์เล่าถึงนักแสดงพฤติกรรมไม่สร้างสรรค์ เบื่อหน่ายราวกับเป็นคนขี้เกียจ แต่เมื่อได้พูดคุยกับเขาจึงได้ทราบว่า เขาเบื่อที่จะแสดงบทเดิมๆ และอยากได้ทำอะไรที่ท้าทายขึ้น วิคเตอร์ให้โอกาสและปรับบทบาทของเขาด้วยความเข้าใจ ผลที่ออกมาคือเขากลายเป็นนักแสดงที่มีคุณค่าต่อทั้งทีม และเป็นคนที่มีความสุขในการทำงาน

ผู้นำ

หัวหน้าละครสัตว์เองมีผลกระทบอย่างมากในการนำและโน้มน้าวไปสู่ความสำเร็จของการแสดงทั้งหมด หัวหน้าเองก็จำเป็นต้องรู้จักพักผ่อน และผ่อนคลายบ้าง นอกจากนั้นจำเป็นต้องเรียนรู้ และได้รับ Feedback หรือคำแนะนำ เพื่อการพัฒนาการแสดงในทุกๆวงของชีวิต หรือในการแสดงทุกเวทีเช่นเดียวกัน เพื่อให้มีการพัฒนาทันกับความคาดหวังของผู้ชมอยู่เสมอ

หนังสือเล่มนี้ สื่อถึงการโค้ชที่น่าสนใจ และใช้ Story ในเส้นทางการโค้ช ตั้งแต่ต้นจนจบ แจ็กกี้เกิดปัญญา (Insights) และแนวทางแก้ไขปัญหาของตน อย่างเป็นขั้นเป็นตอน จากการได้ฟังเรื่องราวการเป็นผู้นำที่ดีของวิคเตอร์ เป็นการถ่ายทอดเคล็ดลับความสำเร็จของมาร์คให้กับ แจ็กกี้ ลูกสาวของเขา ได้อย่างแยบยล เรื่องราวเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน การโค้ชที่ดีควรมีกระบวนการที่สนุก เข้าใจง่าย และสร้างแรงบันดาลใจให้กับโค้ชชี่ในการนำไปปฏิบัติอีกด้วย

ก่อนจบบทความนี้ ก็ขอกลับมาพูดเรื่อง Elephants  ซึ่งเปรียบเสมือนกิจกรรมหรืองานที่สำคัญ ที่มีความหมายต่อเป้าหมายของเรา เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เราทราบไหมค่ะ ว่าอะไรคือ งานช้างของเรา และอะไรที่ไม่ใช่ และเราต้องการเป็นผู้นำละครสัตว์ หรือปล่อยให้ละครสัตว์มานำและควบคุมชีวิตเรา

และขอขอบคุณ ผู้นำที่ดีที่สุดคนหนึ่งในชีวิตของดิฉัน เป็นทั้งหัวหน้าและเป็นทั้งโค้ช เธอชื่อ Laurie Lofgren ผู้ที่ให้หนังสือดีๆ กับดิฉันมากมายหลายเล่มในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันสำคัญใดๆ รวมถึงหนังสือเล่มนี้  โค้ชที่ดีทำให้เราพัฒนาได้ โดยไม่ต้องถามคำถามเยอะแยะมากมาย แต่รู้ว่าผู้ได้รับการโค้ชชอบที่จะเรียนรู้อย่างไร และสนับสนุนในสิ่งนั้นสม่ำเสมอ เมื่อคิดย้อนไปว่าเรียนการโค้ชที่ไหนดีที่สุด เรียนจากผู้นำที่ดีของดิฉันท่านนี้นี่เอง ผู้บริหารที่เป็นโค้ชที่ดี มักอยู่ในใจของโค้ชชี่เสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด การโค้ชเริ่มจากสร้างความไว้วางใจ (Trust) แต่เมื่อวางใจแล้ว  Trust ที่เกิดขึ้นนั้น ยากที่จะหายไป

Suggested Reading: Juggling Elephants – Jones Loflin and Todd Musig (2007) NY.: Penguin Group

(C) Copyright – All rights reserved.

Official website, please click:

https://www.aclc-asia.com/coaching

ข้อมูลหลักสูตร Coaching:

https://www.aclc-asia.com/coaching

คู่มือการโค้ช เพื่อผู้นำยุคใหม่ – Best Seller

คู่มือการโค้ช เพื่อผู้นำยุคใหม่ โดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ Foreword by Marshall GoldsmithIMG_855815688910686

ติดต่อซื้อหนังสือได้ที่ แอคคอม กรุ๊ป โทร 02 197 4588-0

Official website, please click:

www.aclc-asia.com

ข้อมูลหลักสูตร Coaching:

https://www.aclc-asia.com/coaching