อบรม Coaching

0

บทความโดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ในปัจจุบัน การโค้ช (Coaching) เป็นทักษะที่ผู้บริหารและผู้นำของทีมจำเป็นต้องใช้อยู่เสมอ เพื่อพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเตรียมความพร้อมให้ทีมงานในการปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จ โดยผู้ใต้บังคับบัญชาได้มีส่วนร่วมและได้ใช้ศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด  เมื่อลงมือโค้ชแล้ว เราจึงอยากให้ผลลัพธ์ออกมามีประสิทธิผล อย่างไรก็ตาม การโค้ชก็มีหลุมพรางที่หากโค้ชพลาดไป ก็จะทำให้เกิดอุปสรรคในการโค้ช และทำให้ผลลัพธ์ล่าช้าออกไป หลุมพรางสิบข้อมีอะไรบ้าง

อบรม Coaching โดย AcComm Group

1. ถามเองตอบเอง การโค้ชใช้คำถามเพื่อให้เกิดความชัดเจน เป็นความสนใจและใส่ใจในความคิดและความรู้สึกของโค้ชชี่ และสร้างการมีส่วนร่วม รวมถึงเปิดโอกาสให้โค้ชชี่ได้ใช้ความคิด หลายครั้งเมื่อโค้ชถามคำถามแล้วโค้ชชี่เงียบ จึงมักทำให้โค้ชอึดอัด ก็เลยตอบคำถามเอง ถ้าโชคดี ก็อาจจะตอบไปแล้วตรงใจโค้ชชี่ แต่ถ้าไม่ตรง ก็จะเสียโอกาสในการเข้าถึงความเป็นจริง หรือทำให้ทิศทางการคุยผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่โค้ชชี่อยากได้รับการโค้ช

2. รวบรัดตัดตอน เมื่อโค้ชชี่ตอบคำถามสั้นๆ หรือยังใช้ความคิดในการเรียบเรียงสิ่งที่จะพูดอยู่ จึงยังไม่ได้กล่าวออกมาทั้งหมด หากโค้ชด่วนสรุปไปก่อนตามที่โค้ชคิดว่าควรจะเป็น หรือจากประสบการณ์ของตนเอง อาจทำให้กระทบความไว้วางใจต่อกัน และไปขัดกระบวนการคิดของโค้ชชี่ได้

3. คิดว่าจะถามอะไรต่อไปดี ระหว่างที่รับฟัง เมื่อโค้ชกังวลว่าจะถามอย่างไรให้คืบหน้า หรือถามอย่างไรให้ดูดี ก็จะไปกระทบการฟังที่ครบถ้วนอย่างแท้จริง ระหว่างที่รับฟังโค้ชจึงไม่ควรคิดคำถามไปด้วย เมื่อโค้ชชี่พูดจบ และโค้ชหยุดใช้ความคิด ก่อนที่จะถาม ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะโค้ชชี่เองก็ต้องการเวลาในการลำดับความคิด หรือเชื่อมโยงสิ่งที่ตนเองได้พูดออกไปเช่นกัน

4. ถามตามสคริปต์ การฝึกปฏิบัติการโค้ชส่วนใหญ่ มักจะมีขั้นตอนหรือตัวอย่างการโค้ชให้ผู้เข้าอบรมได้เห็นภาพ และลดความกังวลในการฝึกครั้งแรกๆ อย่างไรก็ตาม ในการสนทนากับโค้ชชี่ในชีวิตจริง การติดสคริปต์มากไป จะทำให้โค้ชชี่รู้สึกแปลกๆ และเริ่มสงสัยเจตนาของโค้ชได้

อบรม Coaching โดย AcComm Group

5. ถามไม่หยุดหย่อน โค้ชไม่จำเป็นต้องยิงคำถามตลอดการสนทนา ในบางครั้ง การถามเพียงแค่สามสี่คำถามที่มีประโยชน์ก็เพียงพอแล้ว หากโดยธรรมชาติโค้ชเป็นคนที่สนทนาด้วยอัธยาศัยที่ดีและน่ารักอยู่แล้ว ก็สลับกับการสนทนาให้เป็นไปแบบธรรมชาติได้

6. ให้คำแนะนำมากไป การเสนอความคิดเห็นหรือทางออกไม่ใช่เป็นสิ่งที่โค้ชทำไม่ได้ เมื่อทั้งคู่เห็นตรงกันว่า ข้อมูลและตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง หรือทางเลือกต่างๆจากมุมมองของโค้ช เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ และมาถึงจุดของการสนทนาที่โค้ชชี่อยากได้ความคิดเห็นจากโค้ชบ้าง อย่างไรก็ตาม โค้ชไม่ควรพูดนานจนเกินไป โดยไม่ได้ถามโค้ชชี่ว่า สิ่งที่ยกตัวอย่างนั้นมีประโยชน์หรือเป็นการช่วยเขาหรือไม่

7. ไม่มีแผนการปฏิบัติที่ชัดเจน ถึงแม้การสนทนาออกมาดีมาก โค้ชชี่ให้ความร่วมมือตลอด แต่ไม่มีข้อตกลงที่จะปฏิบัติอย่างชัดเจน โค้ชชี่อาจละเลยที่จะเปลี่ยนแปลงตามที่คุยกัน หรือโค้ชเอง มีลูกน้องหลายคน ก็อาจจะลืมว่าตกลงอะไรกันไว้

8. ลังเลที่จะ Feedback ตรงๆ ในกรณีที่โค้ชชี่มีความคิดเห็นที่ไม่สร้างสรรค์ต่อเป้าหมายของตนเอง และโค้ชเกรงใจ ไม่พูดในสิ่งที่ควรจะพูด อาจทำให้โค้ชชี่เข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่เกิดผลดีต่อการพัฒนา ในกรณีที่เกรงใจจริงๆ อาจขออนุญาตก่อนว่าอยากจะให้ Feedback และถามว่าโค้ชชี่คิดอย่างไร

9. เป้าหมายไกลเกินฝัน การตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และมีกรอบเวลา เป็นสิ่งที่ดี เพื่อให้ทั้งคู่บริหารเวลาของตนเองได้ด้วย แต่เป้าหมายที่เยอะเกินไป หรือต้องรออีกนานกว่าจะวัดความสำเร็จได้ จะทำให้โค้ชชี่ขาดแรงจูงใจระหว่างทาง เป้าหมายในการโค้ชจึงควรมีทั้งแบบชัยชนะระยะสั้น และแบบในระยะยาว

10. ไม่กำหนดการติดตามผล การเรียนรู้ของโค้ชชี่ไม่ได้อยู่ระหว่างการคุยกับโค้ชเสมอไป หลายครั้งที่การเรียนรู้เกิดขึ้นจากการลงมือปฏิบัติ และการมาทบทวนโดยพูดคุยกัน หากไม่กำหนดการติดตามผล โค้ชชี่อาจมุ่งมั่นในเรื่องนั้นไม่สม่ำเสมอ ในการโค้ชจึงควรกำหนดการติดตามผล โดยให้โค้ชชี่มีส่วนร่วม หรือให้เขากำหนดด้วยตนเอง

รายละเอียดหลักสูตรการโค้ช: https://www.aclc-asia.com/leader-manager-as-coach

©Copyright – All rights reserved. ทุกข้อความ รูปภาพ วีดิทัศน์ และบทความของเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้เท่านั้น และสามารถแบ่งปันได้เพื่อการเรียนรู้เท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้เพื่อการค้าใดๆ  ไม่อนุญาตให้นำไปประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการอื่นๆ  และไม่อนุญาตให้นำไปใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์อื่นใด หรือสินค้าและบริการอื่นๆ ไม่อนุญาตให้นำไปโพสต์บนเว็บไซต์ที่มีข้อมูลหรือข้อความที่ไม่สุภาพ ห้ามนำไปดัดแปลงลอกเลียนใดๆ การฝ่าฝืนลิขสิทธิ์จะได้รับการดำเนินการตามกฎหมาย
All articles, photo, pictures, VDO and publications of this site are for reading and sharing for learning only. It is not permitted to be used for commercial purpose by unauthorized individuals or organizations. It is not permitted to be re-posted for the purpose of promoting other services and products. It is not permitted to be used, nor re-posted  to promote any other websites or any other platforms.  It is not permitted to re-posted on the website that may have impolite languages. 

*****************************

AcComm Group

Official Website: www.aclc-asia.com

 

 

 

อบรมที่ดีที่สุด เป็นอย่างไร

0

Official website, please click http://www.aclc-asia.com

บทความโดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

บริษัทหรือองค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับการอบรม และพัฒนาบุคลากร และมุ่งหวังให้เกิดประสิทธิผลให้มากที่สุด  แต่การอบรมที่ดีที่สุด เป็นอย่างไร เป็นคำถามที่บริษัทที่ให้บริการการอบรมมักได้รับเสมอ

อบรมที่ดีที่สุด

ในการอบรม เราจะคำนึงถึงการเรียนรู้ของผู้ใหญ่  ซึ่งผู้ใหญ่เรียนรู้ได้ดีที่สุดในสถานการณ์ดังต่อไปนี้

  • สิ่งที่ได้รับการอบรม มีประโยชน์และสามารถนำไปใช้งานได้ทันที
  • วิทยากรหรือหัวหน้าทำให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น
  • วิทยากรช่วยเชื่อมโยงเรื่องใหม่กับสิ่งที่ผู้เข้าอบรมทราบหรือเข้าใจอยู่แล้ว
  • ผู้เข้าอบรมได้มีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติ
  • ผู้เข้าอบรมรู้สึกได้ถึงบรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นมิตร
  • ผู้เข้าอบรมไม่โดนขู่ถึงความล้มเหลว
  • ผู้เข้าอบรมได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็นมากที่สุด
  • ผู้เข้าอบรมเลือกได้ด้วยตนเองว่าอยากจะเรียนรู้โดยรูปแบบใด

การอบรมที่ดีที่สุดจะเน้นผู้อบรมเป็นศูนย์กลาง และเน้นที่ Learning & Development หรือการเรียนรู้และพัฒนาที่ต่อเนื่อง (Lifelong Learning)

ในการออกแบบการเรียนรู้ (Learning Design) เพื่อประสิทธิผลสูงสุด จึงจำเป็นต้องวางแผนให้ครอบคลุมตั้งแต่การจัดเตรียมทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมาย จนถึงการสนับสนุนในการนำไปปฏิบัติจริง  การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งพิจารณาแรงจูงใจของผู้เข้าอบรมทั้งระหว่างเรียนและการนำไปปฏิบัติด้วย การออกแบบเพื่อการอบรมหนึ่งหรือสองวันและจบกันไปอาจไม่เกิดประสิทธิผลเสมอไป

ด้านทรัพยากรอย่างเช่น เตรียมเนื้อหาที่น่าสนใจสั้นๆ (Microlearning) ส่งให้ผู้เข้าอบรมเตรียมการก่อนล่วงหน้า  คู่มือที่ใช้ในการอ้างอิงได้ง่าย วีดิโอสั้นๆ หรือเกมเพื่อทบทวน ข้อมูลสรุปทาง online ที่เปิดดูเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งต้องออกแบบโดยเน้นคุณภาพ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้นั้นๆ สำหรับผู้เข้าอบรมที่มีเวลาน้อยๆ องค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้ลดเวลาในห้องอบรมได้อีกด้วย

ด้านการสนับสนุนในการนำไปปฏิบัติจริง การจัดให้มีโค้ชของกลุ่มทักษะนั้นๆ เพื่อสนับสนุนการนำไปใช้ให้มากที่สุด และการลดอุปสรรคต่างๆ  หรือกลับมาฝึกปฏิบัติในกลุ่มเล็กๆ และสะท้อนถึงความสามารถของตนในการนำไปใช้ โค้ชมีเทคนิคสร้างแรงจูงใจให้ผู้เข้าร่วมมีอิสระในการเรียนรู้ และเพิ่มความมั่นใจในตนเอง เน้นการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเครียด และทำให้เป็นเรื่องของการค้นหาและสนุกได้เสมอ

ในด้านผู้ถ่ายทอดหรือผู้สอนที่ดีจึงมักเริ่มที่การศึกษากลุ่มผู้เข้าอบรมล่วงหน้า เพื่อเข้าใจทั้งความคาดหวังของพวกเขา และการกำจัดอุปสรรคต่างๆที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการอบรม

ในระหว่างการอบรม ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียน “ลงมือปฏิบัติ”  มากกว่า “นั่งฟัง” อีกทั้งพร้อมที่จะปรับเทคนิคการอบรมได้ทันทีเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมมากที่สุด

ติดตามบทความด้านการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในอบรมให้ดีที่สุด ในการเรียนรู้และพัฒนาได้ที่นี่ เร็วๆนี้ (Tech in Learning & Development)

(C) Copyright – All rights reserved. AcComm Group

AcComm and Image International

Award winner of “Training Company of the Year 2018”

Privacy:  ทุกข้อความ รูปภาพ วีดิทัศน์ และบทความของเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตุประสงค์ในการเรียนรู้เท่านั้น และสามารถแบ่งปันได้เพื่อการเรียนรู้เท่านั้น
ไม่อนุญาตให้ใช้เพื่อการค้าใดๆ  ไม่อนุญาตให้นำไปประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการอื่นๆ  และไม่อนุญาตให้นำไปใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์อื่นใด หรือสินค้าและบริการอื่นๆ การฝ่าฝืนลิขสิทธิ์จะได้รับการดำเนินการตามกฎหมาย
กรุณาติดต่อ info@aclc-asia.com หากท่านมีคำถามหรือต้องการความช่วยเหลือ

บริษัท Training – Thailand

0

For official website:  www.aclc-asia.com 

บริษัท Training - Thailand

อัลวิน ทอฟฟเลอร์ นักเขียน นักธุรกิจชาวอเมริกันและนักพยากรณ์อนาคต ผู้เขียนหนังสือที่โด่งดังเรื่อง “Future Shock” และ “The Third Wave” ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเปิดรับการเรียนรู้อยู่เสมอว่า

“The illiterate of the 21st century will not be those who cannot read and write, but those who cannot learn, unlearn and relearn.”

หมายถึงในศตวรรษที่ 21 คนที่เราเรียกว่า คนไม่รู้หนังสือ จะไม่ใช่คนที่อ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้อีกต่อไป  แต่จะหมายถึงคนที่ไม่สามารถเรียนรู้  คนที่ติดยึดกับวิธีเดิมๆ  และคนที่ไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ที่สำคัญไม่ใช่เพียงผู้เรียนเท่านั้นที่ควรเปิดรับความรู้และทักษะใหม่ๆอยู่เสมอ ผู้ออกแบบการเรียนรู้ ผู้สอน และผู้นำของทีมเอง ก็จำเป็นต้อง Learn, Unlearn and Relearn เช่นเดียวกัน

เมื่อศึกษาแนวโน้มด้านทักษะที่องค์กรให้ความสำคัญในการเรียนรู้และพัฒนา หรือ Training –  Soft Skills Training ยังติดอันดับแรกๆทั้งในอดีตและปัจจุบัน 

บริษัทจัดอบรม Thailand

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลเทคโนโลยีในองค์กร ทักษะด้านนี้กลับยิ่งทวีความสำคัญยิ่งขึ้น  อาจเป็นเพราะ Soft Skills เป็นทักษะที่แยกแยะมนุษย์กับหุ่นยนตร์ที่เห็นได้ชัดเจน 

         สามอันดับแรกของ Soft Skills ที่สำคัญและจำเป็นต้องเร่งพัฒนาในยุคดิจิทัลคือ ภาวะผู้นำ การสื่อสาร การประสานความร่วมมือ 

          Soft Skills คือทักษะที่ผสมผสานความสามารถด้านปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ด้านสังคม การสื่อสาร ด้านอารมณ์ บุคลิกภาพของบุคคล อาจรวมไปถึงการสร้างทัศนคติที่ดีให้ตนเองได้ ความยืดหยุ่นในการปรับตัว การใช้วิจารณญานที่คำนึงถึงผู้อื่นในการทำงานด้วยก็ได้ ตัวอย่างของ Soft Skills เช่น  ทักษะการโค้ช ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานเป็นทีม ทักษะการขาย การโน้มน้าวใจ ทักษะการต่อรอง เป็นต้น  

          ทั้งนี้ มิใช่ว่า Hard Skills อย่างเช่นความสามารถด้านเทคนิค การวิเคราะห์ และอื่นๆ จะลดความสำคัญไป  อย่างไรก็ตาม มีการสนับสนุนอยู่เสมอว่า Soft Skills ช่วยส่งเสริมให้บุคคลนำทักษะด้าน Hard Skills มาปฏิบัติงานให้ราบรื่น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้    

         อีกด้านที่น่าจับตามองคือ แนวโน้มการนำ Online และ E-learning มาใช้เพิ่มขึ้นในปีนี้ องค์กรมีความสนใจในการใช้การเรียนรู้แบบ Online มากขึ้น โดยเน้นไปที่การเรียนรู้แบบกระชับ แบบหั่นเป็นส่วนเล็กๆ (Microlearning)  การเรียนรู้แบบ JIT (Just in Time)  อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตของการเรียนรู้แบบ Online ยังคงน้อยกว่ารูปแบบการพัฒนาที่ใช้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาช่วยในการสอน ซึ่งสูงกว่าปี 2017 ถึง 21%  

         ดิฉันมองว่า บุคลากรเองก็มีความชอบในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป บางคนอาจจะชอบเรียนรู้คนเดียว มีอิสระ ซึ่งก็น่าจะชอบแบบ Online มากกว่า แต่บุคลากรที่ต้องการการเรียนรู้ที่ได้มีปฏิสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และได้สื่อสาร สมาคมกับผู้อื่น ก็มีไม่น้อยเช่นกัน  

          นอกจากคำนึงถึงสไตล์การเรียนรู้ของบุคคลแล้ว ผู้ออกแบบการเรียนรู้ก็จำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของทักษะด้วยว่า ถ้าจะเกิดประสิทธิผลสูงสุด สามารถเรียนรู้ทาง Online อย่างเดียวได้ หรือจำเป็นต้องผสมผสานการเรียนรู้ทั้งแบบในห้องเรียน และการเรียนรู้ด้วยตนเองโดย Microlearning และนำรูปแบบ Gamification เข้ามาช่วยกระตุ้นหรือวัดผล

          Soft Skills เป็นทักษะที่ควรผสมผสานการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ และการเรียนรู้ในห้องเรียนก็สามารถทำให้ใกล้เคียงสถานการณ์จริงในการนำไปใช้ให้มากที่สุด และเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงออกและได้แลกเปลี่ยน Feedback ให้มากที่สุด การเสริมด้วย Microlearning ที่ดึงดูดความสนใจ และตรงกับคำถามในใจผู้เรียน  ทั้งก่อนและหลังการมาเรียนรู้ในห้อง ช่วยขยายทั้งประสบการณ์การใช้งานจริง และทำให้เราจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ยาวขึ้นอีกด้วย

  บทความโดย ดร. เจี๊ยบ – อัจฉรา 

AcComm Group – Training Company in Thailand 

Award Winner of “Training Company of the Year 2018”

แอคคอมฯ  ได้รับรางวัล บริษัทอบรมยอดเยี่ยมแห่งปี และหลักสูตรอบรมที่ดีที่สุถึงห้าหลักสูตร

Our services include

Training. Coaching, Consulting,

Organization Development, Assessment, Microlearning

For official website:  www.aclc-asia.com 

Team Coaching – ทักษะการโค้ชทีม

0

บทความโดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ

ิอบรม Team Coaching by AcComm Group

การโค้ชบุคคล (Individual Coaching)  การโค้ชกลุ่ม (Group Coaching) และการโค้ชทีม (Team Coaching) ถึงแม้โค้ชควรมีพื้นฐานสมรรถนะหลักเหมือนกัน แต่ก็มีข้อแตกต่างกันเช่น

ในการโค้ชทีม มุมมองของโค้ชต้องปรับเปลี่ยนไป เพราะเป้าหมายและผลลัพธ์ที่เน้น ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งในทีม  แต่เป็นเป้าหมายของทีมที่มีความสำคัญ โดยที่โค้ชยังจำเป็นต้องทำความรู้จักและเข้าใจสไตล์ของสมาชิกแต่ละคนในทีม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมสูงสุด

การโค้ชทีมในปัจจุบัน คุณสมบัติที่สำคัญของผู้บริหารหรือผู้จัดการในฐานะค้ชของทีมคือ

  • เป็นตัวอย่างที่ดีในการเปิดรับและปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง มีความยืดหยุ่นในความคิด
  • หมั่นวิเคราะห์สถานการณ์ภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจกระทบต่อการตัดสินใจของทีม
  • มีทักษะการคิดและสื่อสารที่ยอดเยี่ยม ทั้งการรับฟังและการสื่อความออกไปสู่ทีม
  • รู้ว่าเมื่อไหร่จะวางตัวเป็นโค้ชและไม่ตัดสินใจให้ และเมื่อไหร่ที่จะตัดสินใจเอง
  • สามารถอำนวยให้สมาชิกในทีมนำศักยภาพของตนออกมาใช้สูงสุด
  • มองการณ์ไกล รับมือกับข้อมูลที่ซับซ้อน และคลุมเครือได้อย่างชาญฉลาด
  • เข้าใจ Dynamic ของทีม และบริหารจัดการความขัดแย้งได้อย่างสร้างสรรค์ ทำให้ความคิดที่แตกต่างกลายเป็นประโยชน์ทวีคูณ

Official website:  www.aclc-asia.com

ข้อมูลเพิ่มเติม:  อบรม Team Coaching 

บทความอื่นๆเรื่อง Team Coaching

©Copyright – All rights reserved. AcComm & Image International

*******************

Design Thinking

0
บทความโดย ดร. อัจฉรา จุ้ยเจริญ
Design Thinking คือกระบวนคิดเชิงออกแบบ ที่นำมาใช้ในการแก้ไขปัญหา การค้นหาทางออก หรือการสร้างสรรค์สินค้าและบริการต่างๆ โดยหัวใจของกระบวนการอยู่ที่การทำความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ หรือมีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-centered Approach หรือ Human-centered Approach)
 
ความต้องการของมนุษย์มีความซับซ้อน และในบางกรณีก็เข้าถึงได้ยากและไม่มีแบบแผนที่แน่นอน  กระบวนการคิดเชิงออกแบบจึงมักได้รับการกล่าวถึงว่า เป็นหนึ่งในความสามารถของมนุษย์ที่แตกต่างจากปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)  และเป็นสิ่งที่ Machine Learning ยังตอบโจทย์ไม่ได้ เนื่องจากกระบวนการนี้จำเป็นต้องใช้ Empathy (เอาใจเขา มาใส่ใจเรา) และ Creativity & Imagination (ความคิดเชิงสร้างสรรค์ และจินตนาการ)

 

achievement-arts-and-crafts-business-951236

กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process)
  • Research: กระบวนการของ Design Thinking เริ่มต้นจากความเข้าใจในความต้องการของผู้ใช้ (User)  หรือลูกค้า (Customer) ของเราอย่างถ่องแท้  คล้ายการศึกษาหาข้อเท็จจริง ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่สำรวจหรือสัมภาษณ์จะต้องมีความสามารถในการตั้งคำถาม เป็นผู้ฟังที่ดีในสิ่งที่ผู้ใช้ให้ข้อมูลทางวาจา และสังเกตสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาเช่น ความรู้สึก ผู้เก็บข้อมูลต้องมีใจเป็นกลาง และคิดแบบผู้ใช้  ราวกับเข้าไปนั่งในใจของผู้ใช้ จึงจะเข้าใจปัญหาและความต้องการของผู้ใช้อย่างแท้จริง
  • Ideate: ซึ่งมาจากการผสมผสานของ Idea กับ Create   จากขั้นตอนแรก เราก็จะสามารถนิยามปัญหาหรือโจทย์ที่เราอยากจะพัฒนาและสร้างสรรค์  ในขั้นตอน Ideate เราสามารถใช้กิจกรรมคล้ายการระดมสมอง เพื่อค้นหาไอเดียที่จะตอบโจทย์  สิ่งสำคัญในขั้นตอนนี้คือ การได้ไอเดียให้มากที่สุด และไม่ควรเสียเวลาไปกับอุปสรรคหรือข้อจำกัดต่างๆ  กล่าวง่ายๆคือ เน้น “ปริมาณ” ก่อน “คุณภาพ”
  • Choose:  หลังจากระดมความคิดและมุมมองต่างๆออกมาให้ได้มากที่สุดแล้ว ช่วยกันเลือกไอเดียที่ตอบโจทย์มากที่สุด ในข้อนี้รวมถึงการพิจารณาด้านคุณภาพของไอเดีย และการตัดสินใจเลือก
  • Implement:  ขั้นตอนนี้รวมถึง การวางแผนช่วงเวลา ทรัพยากร และงบประมาณ ที่จะทดสอบไอเดียที่เลือกมา โดยเฉพาะผู้ที่จะเข้ามาทดลองใช้เป็นใคร และวิธีการให้ Feedback เป็นอย่างไร
  • Prototype:  เป็นการสร้างต้นแบบขึ้นมาก่อน  ก่อนที่จะผลิตของจริงขึ้นมา ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดงบประมาณ  มีการทดสอบกับต้นแบบ หรือ แบบจำลอง (Prototype) ที่สร้างขึ้นมาก่อน เปิดโอกาสให้กลุ่มทดลองได้ลองใช้งาน และให้ Feedback เพื่อการปรับปรุงพัฒนาระหว่างทาง  ทำให้การบริการหรือผลิตภัณฑ์ที่ออกมาท้ายสุดสามารถแก้ปัญหา หรือเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้ได้เต็มที่และอย่างแท้จริง

 

brainstorming3
Design Thinking in Learning & Development
หลักการคิดเชิงออกแบบไม่ได้จำกัดอยู่ในวงการออกแบบผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องต่างๆได้ อย่างเช่นในการออกแบบการอบรมและการเรียนรู้ให้ผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรต่างๆ
รูปแบบการใช้ชีวิตของคนเราก็เปลี่ยนไป โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวก และคนเราก็ต้องการอิสระมากขึ้นในการได้รับการพัฒนา การออกแบบและการจัดการเรียนรู้ก็ควรจะต่างไป ยกตัวอย่างเช่น เพิ่มความยืดหยุ่น และเสริมความคล่องตัวในการเข้าถึงการเรียนรู้ เป็นต้น
สมมุติว่าเราต้องการออกแบบการพัฒนาบุคลากรที่เพิ่งจะเข้ามาทำงาน (On-board Training Program) โดยใช้หลักการคิดเชิงออกแบบ ขั้นตอนแรกๆเลยคือ ต้องไปคุยกับบุคลากรที่กลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่คุยกับผู้จัดการที่อยู่มานานแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นค่านิยมของคนต่างวัยหรือวิธีการเรียนรู้ก็อาจต่างกัน ขั้นตอนการสนทนานี้ ควรเริ่มจากการสร้างความไว้วางใจต่อกันก่อน เพราะเราต้องการได้รับข้อมูลที่เป็นจริงมากที่สุด ต้องใช้ทักษะการถามและฟัง การสังเกตระหว่างสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนราวกับเข้าไปนั่งในใจของกลุ่มเป้าหมาย

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ดิฉันได้ออกแบบหลักสูตรการสื่อสารให้กับองค์กรนานาชาติแห่งหนึ่ง ซึ่งองค์กรมีบุคลากรจากหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรมเข้ารับการพัฒนา ขั้นตอนนี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการปรับแต่งรูปแบบการเรียนรู้ กิจกรรม เกม และการติดตามผล

ในการออกแบบ Simulations เมื่อใช้ขั้นตอน Research-Ideate-Choose ทำให้เราตอบคำถามดังต่อไปนี้ได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ

  • What is the problem we are trying to solve?
  • What are we trying to teach the participants?
  • What do we want them to practice?
  • What kind of interaction should be performed by participants; competing,  collaborating, brainstorming etc..?
  • What types of decision do we want participants to make?
© Copyright – AcComm & Image International – All rights reserved.
Contact us: 66 2197 4588-9   Email: info@aclc-asia.com
Official website: www.aclc-asia.com